รวย หวยออนไลน์
สวัสดี บุคคลทั่วไป
แทงบอลออนไลน์
หวยออนไลน์
สมัครบาคาร่าออนไลน์
918kiss
pussy888
ruay หวยออนไลน์
เช่าเครื่องเสียง โปรโมทเว็บ, รับโฆษณาสินค้า อบรมปั้นจั่น บ้านน็อคดาวน์, บ้านสำเร็จรูป หวยออนไลน์ จ่ายสูง รับทำรั้ว
ไทรเกาหลี, ขายต้นไทรเกาหลี เดิมพันกีฬาออนไลน์ บ้านน็อคดาวน์, ขายบ้านน็อคดาวน์, รับออกแบบบ้านน็อคดาวน์, บ้านสำเร็จรูป รับติดป้ายแบนเนอร์, ป้ายโฆษณาราคาถูก บ้านน็อคดาวน์, บ้านสำเร็จรูป ตอกเสาเข็ม, ขายเสาเข็ม, ขายแผ่นพื้น, ปั้นจั่น, รับผลิตเสาเข็ม
สล็อตออนไลน์ ไนโตรเจนเหลว เตียงเหล็ก รับติดป้ายแบนเนอร์, ป้ายโฆษณาราคาถูก แพแอร์กาญจนบุรี ตัดต่อสายพานลำเลียง

แทงหวยออนไลน์ vottovip
บอลออนไลน์, คาสิโนออนไลน์
แจกสูตรบาคาร่า
แทงหวย, ยี่กี
เกมส์ยิงปลา
หวยออนไลน์
แบคดรอปผ้า
UFABET
หวยออนไลน์
บอลออนไลน์, คาสิโนออนไลน์
สล๊อตออนไลน์มือถือ
คาสิโน Mawingold

อ่านการ์ตูนออนไลน์

  • 14 ตอบ
  • 276 อ่าน
อ่านการ์ตูนออนไลน์
« เมื่อ: สิงหาคม 22, 2019, 02:09:01 PM »
อ่านการ์ตูนออนไลน์ การ์ตูนสยอง การ์ตูนไพเรท อ่านการ์ตูนหมึกจีนออนไลน์  การ์ตูน princess หมึกจีน การ์ตูนหวานแหวว การ์ตูนผู้หญิง การ์ตูนโรแมนซ์สำหรับสาวๆ การ์ตูนโรแมนติกแนวชีค เจ้าชายอาหรับ การ์ตูนความรักวัยรุ่น รุ่นพี่ที่รัก ไม่ต้องดาวน์โหลด ดูแบบต่อเนื่องทีละตอน  การ์ตูนสยองสมัยก่อน ทั้งสยองและฮา  ลายเส้นสุดแนว
อ่านการ์ตูนออนไลน์


Romance เล่ม 117   
อ่านการ์ตูน

ลูซินด้า
อ่านการ์ตูน

ไฟปรารถนา               
อ่านการ์ตูน

New Romantic 9
อ่านการ์ตูน

เผลอรักหนุ่มไฮโซ
อ่านการ์ตูน

Romance เล่ม 264
อ่านการ์ตูน

Prince เล่ม 1
อ่านการ์ตูน

Shock Shock เล่ม 1
อ่านการ์ตูน

พิษรักแรงแค้น
อ่านการ์ตูน

Romance เล่ม 265
อ่านการ์ตูน

Marmalade 18
อ่านการ์ตูน

Romance เล่ม 60
อ่านการ์ตูน

Freshy เล่ม 42
อ่านการ์ตูน

Romance เล่ม 68
อ่านการ์ตูน

Cheese เล่ม 22
อ่านการ์ตูน

Venus เล่ม 17
อ่านการ์ตูน

Wow เล่ม 1
อ่านการ์ตูน

Romance เล่ม 304
อ่านการ์ตูน

บอดี้การ์ดสะท้านรัก
อ่านการ์ตูน

Princess เล่ม 58
อ่านการ์ตูน

รักพี่คนนี้ต่างหาก
อ่านการ์ตูน

Fantasia เล่ม 11
อ่านการ์ตูน

รักหนุ่มเก๋าต้องเข้าใจ
อ่านการ์ตูน

Mini Romance เล่ม 14
อ่านการ์ตูน

Freshy เล่ม 20
อ่านการ์ตูน

Taboo เล่ม 10
อ่านการ์ตูน

Princess เล่ม 57
อ่านการ์ตูน

Fantasia เล่ม 4
อ่านการ์ตูน

เจ้าชายขี้แกล้ง
อ่านการ์ตูน

Mini Romance เล่ม 17
อ่านการ์ตูน

Darling เล่ม 61
อ่านการ์ตูน

Princess เล่ม 59
อ่านการ์ตูน

Taboo เล่ม 48
อ่านการ์ตูน

Darling เล่ม 46
อ่านการ์ตูน

หลงรักหนุ่มมอเตอร์ไซค์
อ่านการ์ตูน

Princess เล่ม 1
อ่านการ์ตูน

Taboo เล่ม 53
อ่านการ์ตูน

Misao Special
อ่านการ์ตูน

รักข้ามรุ่น
อ่านการ์ตูน

ปีกรักปาฏิหาริย์
อ่านการ์ตูน

Prince เล่ม 34
อ่านการ์ตูน

พ่ายรักสาวไฮโซ
อ่านการ์ตูน

Princess เล่ม 60
อ่านการ์ตูน

Spaghetti
อ่านการ์ตูน

Special Princess
อ่านการ์ตูน

คุณหมอป่วนรัก
อ่านการ์ตูน

มนต์เสน่ห์รักต้องห้าม
อ่านการ์ตูน

รักร้ายนายแบมบี้
อ่านการ์ตูน

Romance เล่ม 328
อ่านการ์ตูน

Six Sense เล่ม 2
อ่านการ์ตูน

Princess เล่ม 4
อ่านการ์ตูน

Sweet Romance 11
อ่านการ์ตูน

Venus เล่ม 22
อ่านการ์ตูน

มารร้ายกระหายรัก
อ่านการ์ตูน

Custard
อ่านการ์ตูน

Romance เล่ม 327
อ่านการ์ตูน

Hot Love เล่ม 1
อ่านการ์ตูน

Princess เล่ม 61
อ่านการ์ตูน

Venus เล่ม 27
อ่านการ์ตูน

มาดรักมาดร้าย
อ่านการ์ตูน

สารบัญการ์ตูน 1
สารบัญการ์ตูน 2
สารบัญการ์ตูน 3
สารบัญการ์ตูน 4
สารบัญการ์ตูน 5
สารบัญการ์ตูน 6
สารบัญการ์ตูน 7

หากถูกใจกดไลค์เพจอ่านการ์ตูนฟรีที่นี่ เพจอ่านการ์ตูนฟรี
อ่านการ์ตูนออนไลน์

VIDEO GAME EASTER EGGS
MOST SCARY THINGS CAUGHT ON VIDEO
HIDDEN THINGS IN VIDEO GAMES
KIM JONG UN SECRETLY
MOST MEMORABLE PRESIDENT TRUMP
MYSTERIOUS CREATURES CAUGHT ON VIDEO
HORRIBLE SERIAL KILLERS
MOST RARE AND BEAUTIFUL PHENOMENA
BEAUTY TECHNIQUES
BEST VIDEO GAMES OF ALL TIME


Re: อ่านการ์ตูนออนไลน์
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2019, 02:09:20 PM »
ขายการ์ตูน pdf ออนไลน์ การ์ตูน นางฟ้าซาตาน  3 เล่มจบ  ราคา 150 บาท



"เจรัลดีน" สาวน้อยใสซื่อตกหลุมรัก "ชาร์ล" ญาติผู้พี่ เด็กหนุ่มรูปงาม เขาทำให้เธอใจเต้นตึกตักเมื่ออยู่ใกล้ และเป็นรักแรกของเธอ ทำให้ไม่สนใจ "เจค ฟีซตัน" คู่หมายที่พ่อหาไว้ให้ และให้มาเป็นครูพิเศษของเธอ แต่ภายใต้ใบหน้าหล่อเหลาของชาร์ลมีความทะเยอทะยานและร้ายกาจซ่อนอยู่

เจรัลดีนเติบโตมาเป็นหญิงสาวอ้วนขี้เหร่ ชาร์ลรังเกียจเธอแต่ฝืนทนทำว่ารักเพราะหมายปองสมบัติของเจรัลดีน แต่ความลับไม่มีในโลก เจรัลดีนแอบเห็นชาร์ลมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น เจรัลดีนหนีไปและทำเหมือนว่าตายไปแล้ว เธอเปลี่ยนแปลงตัวเองและให้เจคช่วยให้เธอช่ำชองผู้ชายและกลับมาแก้แค้นชาร์ล!!!

















































ขายการ์ตูนตาหวาน แบบ pdf ดูในคอมพิวเตอร์หรือมือถือหรือแท็บเล็ต การ์ตูนตาหวาน การ์ตูนผู้หญิง การ์ตูนสยองขวัญ การ์ตูนตาหวาน การ์ตูน Princess หมึกจีน แบบ pdf ดูในคอมพิวเตอร์หรือมือถือหรือแท็บเล็ต โอนเงินแล้วดาวน์โหลดไฟล์ได้เลย

ดูรายชื่อการ์ตูนได้ที่ สั่งซื้อการ์ตูนตาหวาน PDF ขายการ์ตูนออนไลน์

ติดต่อแม่ค้า
ไลน์ fattycatty
อีเมล์ richyamazon@gmail.com


Re: อ่านการ์ตูนออนไลน์
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2019, 02:09:39 PM »
ฝันพยากรณ์ ทํานายโชคชะตาและตัวเลขจากความฝัน ทำนายฝัน

ศาสตร์อันลี้ลับของความฝัน
พระนันทาจาริย์ปราชญ์องค์หนึ่งในพระพุทธศาสนาผู้แต่ง คัมภีร์สารัตถะสังคหะ และเป็นผู้ยืนยันว่า พระอรหันต์ไม่ฝันด้วย เหตุผลดังว่านั้น ได้ระบุมูลเหตุของความฝันไว้เป็นข้อคิดอยู่ 4 ประการคือ
1. ฝันโดยเป็นบุพนิมิต คือ บอกให้รู้ล่วงหน้าว่าจะมีเหตุ ดีหรือร้ายอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้น
2. ความฝันเกิดจากควงจิตที่ฝังพะวงหรือพัวพันอยู่กับ สิ่งหนึ่งก่อนหน้าจะหลับ จึงเก็บเอาสิ่งนั้นมาฝัน
3. เกิดจากอิทธิฤทธิ์ของเทวดาเพราะเทวดาต้องการให้ โทษหรือให้คุณ
4. ความฝัน เกิดจากธาตุกําเริบ กล่าวคือร่างกายไม่ปกติ ครั้นหลับลงจึงฝันไปในรูปต่าง ๆ

คัมภีร์อธิบายเรื่องฝันของพระนันทาจาริย์เล่มนี้ ครั้งหนึ่ง ได้เคยใช้เป็นหลักสูตรของตําราทางพระพุทธศาสนาแต่ต่อมา สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรสได้ทรงยกเลิก และใช้เรื่องอื่นแทน
อย่างไรก็ตาม ความฝันก็เป็นเรื่องที่บรรดานักปราชญ์ หลายชาติได้ให้ข้อคิดเห็นไว้ต่าง ๆ นานา และไม่ถึงกับจะลง ความเห็นว่า ความฝันเป็นเรื่องไร้สาระไปเสียทีเดียวนัก เพราะ นักปราชญ์บางคนก็ถึงกับลงทุนค้นคว้าถึงสมุฏฐานหรือที่มาของ ความฝันกันอย่างเคร่งครัด โดยถือเอาว่า ความฝันเป็นจิตวิทยา อย่างหนึ่งของคนเราที่จะต้องศึกษาไว้ จนถึงกับทําเป็นตําราหรือ วิชาความฝันออกมาด้วยกันหลายเล่ม เป็นตําราที่เขียนขึ้นโดย นักปราชญ์หรือนักจิตวิทยาหลายชนิดและดูเหมือนว่าวิชาเรื่อง ความฝันนี้ จะเป็นตําราที่เก่าแก่กว่าวิชาอื่น ๆ ทั้งหลายในโลกก็ ว่าได้

นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง กล่าวว่า  “วิชาความฝันนั้น เป็นวิชาเก่าเท่ากับตัวโลกเอง”
คํากล่าวเช่นนี้ไม่ผิดนัก เพราะนักปราชญ์หลายคนยืนยัน เป็นเสียงเดียวกันว่าความฝันเป็นสิ่งที่มนุษย์รู้จักและเริ่มสนใจมา ตั้งแต่โบราณกาล และสืบทอดความสนใจในการค้นคว้ามาจน กระทั่งถึงทุกวันนี้ ซึ่งแทบจะกล่าวได้ว่าไม่มีวิชาใดที่จะมีผู้ค้นคว้า หาความรู้กันมากเท่ากับวิชาความฝันนี้
เพราะตามบันทึกของ ศาสตราจารย์ ซิกมันด์ ฟรอยด์ นักปราชญ์ชาวออสเตรียนผู้มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นทั้งนักจิตวิทยา และแพทย์ได้ใช้เวลาในการค้นคว้าหาความจริงในเรื่องความฝันนี้ โดยใช้การรวบรวมเรื่องความฝันนี้เรื่องเดียวว่ามีหนังสือวิชา ความฝันนี้ถึง 700 กว่าเล่ม เป็นภาษาต่าง ๆ ซึ่งมีภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส, อังกฤษ, อิตาเลียน, สเปน, ลาติน, รัสเซีย, และ ฯลฯ และดูเหมือนว่า เยอรมันจะมีหนังสือประเภทนี้ออกมามากที่สุด รองลงไปก็คือ ฝรั่งเศส
ศาสตราจารย์ ซิกมันด์ ฟรอยด์ ยอมรับว่า ความฝัน เป็นศาสตร์อันลี้ลับอย่างหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับมนุษย์เราที่ สามารถ จะบอกเหตุการณ์ทั้งอดีตและอนาคตได้ใกล้เคียงที่สุด ซึ่งแม้ว่าจะมีบุคคลอีกหลาย ๆ คนที่ยังไม่ยอมรับและเชื่อถือใน เรื่องชนิดนี้ก็ตาม แต่บุคคลเหล่านี้ก็ไม่อาจสลัดความรู้สึกนึกคิด ในทางผูกพัน กับเรื่องราวต่าง ๆ ที่ตนได้ฝันขึ้นทั้งดีและร้ายไป เสียที่เดียวได้นัก
เพราะความฝันบางเรื่องสามารถจะเป็นเหตุให้ผู้ฝันบางคน ได้รู้สิ่งที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลย และรู้ถูกต้องตามความเป็นจริง เสียด้วย
ในทางไทยก็ยอมรับว่า ความฝันซึ่งเป็นเครื่องบอกเหตุ การณ์ล่วงหน้า เรียกว่า บุพนิมิต” นั้นมีอยู่จริง เช่น อย่างใน คัมภีร์ หรือตําราทางศาสนาที่อ้างถึง “พระมหาสุบินของ พระพุทธเจ้า และอย่างที่ไทยเราในสมัยยุคประวัติศาสตร์โบราณ เกือบทุกสมัย ก็ยังต้องมีโหรหลวงคอยทําหน้าที่ถวายคําทํานาย พระสุบิน ของพระมหากษัตริย์อยู่ด้วยทุกครั้งเสมอไป

อิทธิพลของตัวเลขในความฝัน
ความฝันของคนเราที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต เช่น มนุษย์ หรือ สัตว์ หรือกับสิ่งของต่าง ๆ ตามตําราทํานายฝันส่วนมากที่ให้ ความหมายของสิ่งเหล่านั้นเป็นตัวเลข มักจะมีส่วนใกล้เคียงกัน อยู่มาก ซึ่งอาจเกิดจากการสังเกตหรือพิจารณาเอาจากลักษณะ รูปร่าง หรือจุดเด่น หรือลําดับของตัวอักษรของสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ มาเป็นหลักเกณฑ์ โดยใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์มานานหลาย ชั่วอายุคนแล้วก็ได้ จึงสามารถให้ความเชื่อถือต่อการทดลอง เปรียบเทียบในลักษณะที่เรียกว่า ใกล้เคียงหรือมีส่วนตรงกับ เป้าหมายได้เป็นส่วนมาก
เหตุนี้ ผู้เป็นเจ้าของตํารับเดิม จึงได้พยายามถอดเอา สิ่งที่ฝันถึงเหล่านี้ออกมาเป็น เลข" โดยถือเอาว่าเป็น “อิทธิพล อย่างหนึ่งของตัวเลข ที่บันดาลให้เป็นไปในมโนภาพแห่งความฝัน ของคนเรา ซึ่งแม้จะยึดถือเป็นหลักเกณฑ์ตายตัวหรือ “แม่นยํา ทีเดียวนักไม่ได้ แต่ก็เชื่อว่าจะมีส่วนใกล้เคียงกันอยู่บ้าง
จึงขอให้ผู้อ่านที่สนใจลองใช้ความสังเกต หรือลองหัด พิจารณาดูเองบ้าง หากจะผิดพลาดไปจากคําทํานายก็ขอให้ถือว่า เป็นส่วนประกอบในการหาความสนุกหย่อนใจหรือเป็นเครื่อง บันเทิงใจอย่างใดอย่างหนึ่งก็แล้วกัน

หลักทํานายและการใช้วิธีสังเกตจากตํารับโบร่ําโบราณ เดิม มีดังนี้
ถ้าฝันเห็นกษัตริย์, พระราชินี, ประมุข, คนแก่หง่อม สูงอายุ, บิดามารดา, พระพุทธรูปบูชา, พระประธานในโบสถ์ พระแก้วมรกต, ฯลฯ มักจะเป็นเลข 9 (เฉพาะองค์พระราชินีนั้น ถ้าในฝันมีองค์พระราชายืนประทับเคียงข้างให้ถือเป็น 8 และ องค์กษัตริย์เป็น 9 ฉะนั้นเลขนี้จะต้องเป็นเลข 2 ตัว คือ 98 หรืออาจจะเป็น 29 ก็ได้)
ถ้าฝันเห็นไก่, หนู ฯลฯ มักเป็นเลข 1 (ถือเอาว่า ก. ไก่ เป็นพยัญชนะตัวแรก และหนูเป็นปีแรกของปีเกิด หรือปี 12 นักษัตร คือ ชวด แปลว่า หนู)
ถ้าฝันเห็นเสาเรือนโดดเดี่ยว, ไม้ไผ่, ดินสอ, ก้านธูป หรือสิ่งที่เรียวยาว เช่น เส้นเชือกวิ่งตรง, เส้นหมี่ หรือ เสาธง (ไม่มีธง) ก้านไม้ขีด, ไม้บรรทัด, ไม้เรียว, บุหรี่ มักจะเป็นเลข 1
ถ้าฝันเห็นคนตาย, ศพ หรือโลงศพ มักจะเป็นเลข 4 (ในทางอิทธิพลของตัวเลขนี้ว่าเลข 0 แทน 4 หรือ 4 แทน 0 ได้ ฉะนั้นจึงเป็น 4 หรือ 0 ได้)
แต่ถ้าฝันเห็นคนที่ตายไปแล้วเป็นคนแปลกหน้าและเป็น "ผี" ในฝัน มักเป็นเลข 6 (ซึ่งแปลความหมายว่า ผีหลอก" คือ “ผีโกหก" คําว่าหลอกหรือโกหกจึงเท่ากับ 6)
ถ้าฝันเห็น หีบ ห่อ, กระเป๋าเดินทาง, โต๊ะ, เก้าอี้, เตียงนอน, วิทยุ หรือ สมุดหนังสือ หรือวัตถุสิ่งของที่มีรูปสี่เหลี่ยม มักจะเป็นเลข 4
ถ้าฝันเห็นกระแสน้ํา หรือ น้ํา มักเป็นเลข 2 (ถือเอา ลําดับจากธาตุทั้ง 4 คือ 1. ดิน 2. น้ํา 3. ลม และ 4. ไฟ เพราะฉะนั้นถ้าฝันเห็นดิน ก็มักตรงกับเลข 1 หรือฝันเห็น ไฟ ก็ มักตรงกับเลข 4)
ถ้าฝันเห็นแว่นตา, ถนนมผู้หญิงทั้งสองข้าง ปาก คน เป็ด, คนกอดอก, ห่วง 2 ห่วงคล้องกัน ฯลฯ มักเป็นเลข 8 (คือ ถือเอาตามลักษณะและอักษรเช่นแว่นตามีวงกลม2วงต่อเนื่องกัน หรือนมสองข้าง ส่วนคําว่าปากและเป็ด ถือเอาตัวอักษร ป. เป็นความหมายของคําว่าแปด)
ถ้าฝันเห็นนก มักเป็น เลข 6 ทั้งนี้ไม่ถือตามตัวอักษร น. เป็น 1 แต่ถือเอาการออกเสียง “นก” ใกล้เคียงกับ หก หรือถือว่า นก คือ “วิหค” ก็ได้
ถ้าฝันเห็นเรือ มักเป็นเลข 5 (ตามความสังเกตว่า ร. เรือ มีลักษณะคล้ายตัวเลขอารบิคเลข 5 ก็ได้)
ถ้าฝันเห็นผู้หญิงในวัยสาวถึงกลางคน มักเป็นเลข 5 แต่ถ้าฝันเห็นหญิงคนท้อง มักเป็นเลข 6 หญิงแก่ชราหรือมารดา มักเป็น เลข 9
ถ้าฝันเห็นพลับพลา, บ้านเรือน, อาคาร, หรือหลังคาบ้าน มักเป็น เลข 7
ถ้าฝันเห็นวงแหวน, กําไลมือ, หลุมหรือบ่อหรือวัตถุที่มี ลักษณะเป็นวงกลม หรือกลอง มักเป็นเลข 0 (บางตําราว่าแหวน มักจะตรงกับ เลข 6 ซึ่งอาจถือเอาคําว่า ว.แหวน มีลักษณะ คล้ายเลข 5 ของไทยก็ได้)
ถ้าฝันเห็นสามง่าม, คราด, ส้อม ช้อน, คทา, รถสามล้อ, จั่วหลังคา มักเป็น เลข 3
ถ้าฝันเห็นจิ้งจก, ตุ๊กแก, จรวด, เจว็ดศาล, จอบ มักเป็น เลข 7 (ถือเอาตามตัวอักษร จ. อยู่ในคําว่าเจ็ด ส่วนตุ๊กแกนั้นถือ เอาไม้ตรี () มีลักษณะเป็นเลข ๗ ของไทย)
ถ้าฝันเห็นวัวควาย, สุนัข, เรือ หรือสัตว์ 4 เท้า ส่วน มากมักเป็นเลข 4 แต่ให้สังเกตว่า ถ้าเป็นสัตว์ที่อยู่ใน 12 นักษัตรของปีเกิด คือปีชวด-ปีกุน ให้ถือ ชวด (หนู) 1, ฉลู (วัว) 2, ขาล (เสือ) 3, เถาะ (กระต่าย) 4, มะโรง (งูใหญ่) 5. มะเร็ง (งูเล็ก) 6. มะเมีย (ม้า) 7, มะแม (แพะ) 8. และวอก (ลิง) 9. ส่วนระกา (ไก่) เป็น 1 หรือ 10, จอ (สุนัข) เป็น 11 หรือ 4 กุน (หมู) เป็น 12 หรือ 4
ถ้าฝันเห็นแก้วน้ํา, แก้ว, เพชรพลอย มีค่ามักเป็น เลข 9
ถ้าฝันเห็นเบ็ดตกปลา (ตัวเบ็ด) ไม้เท้าถือ (มีหัวโค้งงอ เหมือนรูปตัว j) คันร่ม หรือสะพานโค้งมักเป็นเลข 6
ถ้าฝันเห็นกางเกง, เสื้อ, ตะเกียบทั้งคู่ รางรถไฟ และ รองเท้า (ทั้งคู่) มักจะเป็นเลข 2 (ถือเอาว่าสิ่งเหล่านี้มีเลขเป็นคู่ คือ 2 เช่น กางเกงมี 2 ขา หรือรองเท้าต้องมีคู่หรือ 2 ข้าง)
ถ้าฝันเห็นงูใหญ่ หรือพญานาค (ตามที่เข้าใจในฝัน) มัก จะเป็นเลข 5 คือถือเอาลําดับในปีเกิด 12 นักษัตร ถ้าฝันเห็นงูเล็ก ๆ หรืองูธรรมดาทั่วไป มักเป็นเลข 6 (ถือปี 12 นักษัตร เช่นเดียวกัน)
ถ้าฝันเห็นมือหรือเท้า มักเป็นเลข 5 (ถือเอาว่ามี 5 นิ้ว) แต่ถ้าฝันเห็นแขน หรือขา มักเป็น 2 (ถือเอาว่ามนุษย์เรามี 2 แขน 2 ขา) แต่ถ้าฝันเห็นมือ ในลักษณะกําแน่นหรือกําหมัด หรือกําปั้น มักเป็นเลข 6 หรือ 9 และถ้าฝันเห็น “มือจับ” เช่น จับปลา จับสิ่งของ ถือเอาลักษณะของการ “จับ” เป็นเลข 7 เช่น จับปลา ก็จะต้องเป็น 87 หรือ 78 เพราะปลาเข้าในลักษณะของเลข 8
ถ้าฝันเห็นว่าวจุฬา มักเป็นเลข 5 เพราะมีปลายทั้ง 5 คล้ายดาว แต่ถ้าเป็นว่าวปักเป้า ว่าวอีลุ้ม มักเป็นเลข 4 เพราะ เป็น 4 มุม
ถ้าฝันเห็นบันได มักเป็นเลขคี่ คือ 3, 5, 7.9 (เพราะบันได ส่วนมาก จะต้องสร้างขั้นบันไดให้เป็นเลขคี่ ฉะนั้นถ้าฝันสังเกต
ระยะความสูงหรือขั้นบันไดได้ ก็อาจจะมีความหมายเป็นเลขคี่ เลขใดเลขหนึ่งได้ใกล้ชิด)
ถ้าฝันเห็นภูเขาสูงใหญ่ มักเป็นเลข 9 ถ้าฝันเห็นจอมปลวก หรือตัวปลวก มักเป็นเลข 8
ถ้าฝันเห็นอุจจาระ หรือ ขี้ มักเป็นเลขคี่ (แต่ต้องสังเกต ว่า จํานวนของก้อนขึ้นั้นมากหรือน้อย แล้วตีความหมายให้ ใกล้เคียงเช่น จํานวนก้อน 2 ก้อน ก็อยู่ในราวเลข 1, หรือ 3 แต่ ถ้ามากก็ตีความหมายเป็น 5 หรือ 7 ได้ อย่าให้ถึง 9)
ถ้าฝันเห็น หมวก, มงกุฎ, ชฎา, ธงปักปลายยอด มัก เป็นเลข 9 (คือ ถือว่าเป็นของอยู่สูง)
ถ้าฝันเห็นกุ้ง มักเป็น 9 ถ้าฝันเห็นรวมกับปลาก็ต้อง ตีความหมายว่า 98
ถ้าฝันเห็นเต่า, ตะพาบ มักเป็น เลข 4 บางตําราว่าเลข 3 คือถือว่าตัวอักษร ต. ใกล้เคียงกับเลข ๓ ของไทย
ที่ยกมานี้ เป็นแนวทางตัวอย่างของอิทธิพลตัวเลขแทน สิ่งต่าง ๆ ในฝันตามเหตุผลของเจ้าของตํารับเดิมแต่โบราณกาลมา ซึ่งท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตามที ก็ลองพิจารณสังเกตเอาตามที่ท่าน ฝันดูสัก 2-3 ครั้ง บางที่จะช่วยให้ท่านมีประสบการณ์แปลก ๆ ใหม่ ๆ ขึ้นบ้าง

ฝันเห็นงูฝันเห็นงูสีขาวฝันเห็นงูเหลือมฝันเห็นงูเหลือมตัวใหญ่ฝันเห็นงูเหลือมสีทองฝันเห็นงูใหญ่
ฝันเห็นงูตัวใหญ่ฝันเห็นงูหลายตัวฝันเห็นงูลายฝันเห็นงูเขียวฝันเห็นงูเห่าฝันเห็นงูจงอาง
ฝันเห็นงูจงอางยักษ์ฝันเห็นงูจงอางเข้าบ้านฝันเห็นงูจงอางหลายตัวฝันเห็นงูจงอางกัดฝันเห็นงูจงอางเผือกฝันเห็นงูจงอางชูคอ
ฝันเห็นงูจงอางตัวใหญ่มากฝันเห็นงูจงอางตัวใหญ่สีดำฝันเห็นงูแมวเซาฝันเห็นงูหลามฝันเห็นงูตัวสีฟ้าฝันเห็นงูตัวสีดำ
ฝันเห็นงูตัวสีแดงฝันเห็นงูสีทองฝันเห็นงูหลายตัวฝันเห็นงูสองตัวฝันเห็นงูเผือกฝันเห็นงูหลาม
ฝันเห็นงูตัวใหญ่มากฝันเห็นงูตัวใหญ่สีดำฝันเห็นงูตัวใหญ่หลายตัวฝันเห็นพญานาคฝันเห็นพญานาคตัวใหญ่ฝันเห็นพญานาคสีทอง
ฝันเห็นพญานาคสีเขียวฝันเห็นพญานาคสีแดงฝันเห็นพญานาคเล่นน้ำฝันเห็นพญานาคไล่ตามฝันเห็นหงอนพญานาคฝันเห็นพญานาคสีเงิน
ฝันเห็นพญานาคหลายตัวฝันเห็นพญานาคพูดได้ฝันเห็นพญานาคพ่นน้ำฝันว่างูรัดฝันว่างูกัดฝันว่างูกัดขา
ฝันว่างูกัดเท้าฝันว่าฆ่างูฝันว่าตีงูฝันว่างูเลื้อยผ่านฝันว่างูกัดแขนฝันว่างูกัดนิ้ว
ฝันว่างูไล่กัดฝันว่างูฉกฝันว่ากินงูฝันว่าจับงูฝันว่างูเลื้อยขึ้นตัวฝันว่างูรัดขา
ฝันว่างูรัดแขนฝันว่างูรัดตัวฝันว่างูรัดขาขวาฝันว่างูรัดขาซ้ายฝันว่างูรัดแขนขวาฝันว่างูรัดแขนซ้าย


Re: อ่านการ์ตูนออนไลน์
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2019, 02:10:02 PM »
6. ใบหมี่ (Litsea Glutinosa)

ใบหมี่ (Litsea Glutinosa) สมุนไพรรักษาผมร่วง, ผมร่วง, ผมบาง, หัวล้าน, ปลูกผม, อาหารลดผมร่วง, อาหารผม, วิธีรักษาผมร่วง, ปัญหาผมร่วง, แก้ปัญหาผมร่วง, herb for hair loss


ใบหมี่เป็นสมุนไพรท้องถิ่นจากทางภาคเหนือ ชาวบ้านนิยมนำมาใช้สระผมเพื่อใช้กำจัดเหา นอกจากนี้ส่วนต่างๆยังมีสรรพคุณอีกมากมายเช่น รากใช้บำรุงกำลังแก้ท้องอืด ใบสดนำมาขยี้ใช้รักษากลากเกลื้อน เปลือกของต้นสดใช้อมแก้ปวดฟัน แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย ในด้านความสวยความงามนั้น น้ำมันหอมระเหยที่พบในใบหมี่มีสรรพคุณในการบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะให้ชุ่มชื้น ช่วยลดปัญหาผมขาดหลุดร่วง วิธีใช้ก็ให้คั้นน้ำจากใบสด แล้วเอามาชโลมให้ทั่วหนังศรีษะและเส้นผม ทิ้งไว้หนึ่งชั่วโมงแล้วจึงล้างออก

7. ขิง (Ginger)
ขิงมีประโยชน์สารพัด เป็นทั้งยาและอาหาร ด้วยความที่ขิงมีกลิ่นหอมฉุนมีรสเผ็ดร้อน จึงนำมาใช้ดับกลิ่นคาวในการประกอบอาหาร ขิงนิยมนำมาต้มดื่ม เพื่อช่วยขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ลดอาการไอ ช่วยให้เจริญอาหาร ทำให้ร่างกายอบอุ่น

ขิง (Ginger) สมุนไพรรักษาผมร่วง, ผมร่วง, ผมบาง, หัวล้าน, ปลูกผม, อาหารลดผมร่วง, อาหารผม, วิธีรักษาผมร่วง, ปัญหาผมร่วง, แก้ปัญหาผมร่วง, herb for hair loss


สารสำคัญในขิง
จะอยู่ในรูปของน้ำมันหอมระเหยที่ชื่อ จิงเจอรอล สารตัวนี้มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อจุลินทรีย์ ลดการอักเสบของข้อและกล้ามเนื้อ ด้วยความที่ขิงมีรสเผ็ดร้อน เมื่อคั้นน้ำแล้วนำมาหมักผม ความร้อนของขิงจะช่วยขยายรูขุมขนบนหนังศีรษะ ฆ่าเชื้อราต่างๆ ล้างสารพิษที่อยู่บนหนังศีรษะ เมื่อรูขุมขนบนหนังศีรษะขยายตัวก็จะเกิดผมขึ้นใหม่ได้ง่าย ขิงช่วยรักษาผมร่วงได้

วิธีใช้ขิงเพื่อแก้ปัญหาผมร่วงคือใช้น้ำคั้นจากขิงผสมน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น หรือจะใช้น้ำขิงคั้นสดเพียงอย่างเดียวก็ได้ นำมาชโลมให้ทั่วทั้งศรีษะ ทิ้งไว้สักหนึ่งชั่วโมงแล้วก็ล้างออก ในกรณีที่ใช้เพียงน้ำขิงก็ใช้แค่น้ำสะอาดล้าง แต่ถ้าใช้น้ำขิงผสมกับน้ำมันมะพร้าว ก็ให้ล้างออกโดยแชมพูทั่วไป

8. มะกรูด (Kaffir Lime)
มะกรูดเป็นพืชเครื่องเทศและพืชสมุนไพรที่นิยมนำมาใช้ประกอบอาหารเพื่อแต่งกลิ่นรสชาติและดับกลิ่นคาว คนไทยนิยมนำน้ำจากผลมะกรูดมาใช้สระผม เพราะความเปรี้ยวของน้ำมะกรูดช่วยทำความสะอาดและผิวลูกมะกรูดมีน้ำมันช่วยให้ผมหอม

มะกรูด (Kaffir Lime) สมุนไพรรักษาผมร่วง, ผมร่วง, ผมบาง, หัวล้าน, ปลูกผม, อาหารลดผมร่วง, อาหารผม, วิธีรักษาผมร่วง, ปัญหาผมร่วง, แก้ปัญหาผมร่วง, herb for hair loss


สารสำคัญในมะกรูด
ในน้ำมะกรูดนั้นมีกรดซิตริกแอซิด วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี ในส่วนของเปลือกของผลหรือที่เราเรียกกันว่าผิวมะกรูดมีน้ำมันหอมระเหยและสารที่เรียกว่า Resorcinol  ซึ่งมีฤทธิ์ในการขจัดรังแค ช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผม ช่วยให้เส้นผมดกดำ

วิธีการใช้มะกรูดในการรักษาผมร่วงที่ได้ผลก็คือการใช้ทั้งน้ำและผิวมะกรูดมาหมักผมเพราะน้ำมะกรูดที่เป็นกรดจะเป็นตัวทำความสะอาดและเปิดรูขุมขนบนหนังศีรษะ จากนั้นน้ำมันหอมระเหยที่อยู่ในผิวมะกรูดก็จะช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผมนั่นเอง เรียกได้ว่าเป็นทั้งการทำความสะอาดและบำรุงไปพร้อมกัน มะกรูดจึงเป็นสมุนไพรเด่นที่ช่วยดูแลรักษาเส้นผมมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

9. ใบย่านาง (Tiliacora)
ใบย่านางมีสารสำคัญที่พบมากก็คือเส้นใยอาหาร แคลเซียม และธาตุเหล็กสูง นิยมนำใบย่านางมาคั้นดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่นปรับสมดุลร้อนเย็นในร่างกายเนื่องจากหญ้านางนั้นมีฤทธิ์เย็นช่วยถอนพิษไข้ได้ดี

ใบย่านาง (Tiliacora) สมุนไพรรักษาผมร่วง, ผมร่วง, ผมบาง, หัวล้าน, ปลูกผม, อาหารลดผมร่วง, อาหารผม, วิธีรักษาผมร่วง, ปัญหาผมร่วง, แก้ปัญหาผมร่วง, herb for hair loss


สารสำคัญในย่านาง
p-Hydroxybenzoic acid, Cinnamic acid, Monoepoxy-betacarotene
ทำให้ใบย่านางมีสรรพคุณช่วยต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบการการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ ลดภาวะร้อนในร่างกาย ด้วยสรรพคุณเหล่านี้เมื่อนำน้ำคั้นใบย่านางมาชโลมผมและหนังศีรษะก็จะช่วยล้างพิษที่ตกค้างบนหนังศีรษะ เป็นยาลดเชื้อราตามธรรมชาติ ใช้ทั้งกินและทาก็จะช่วยให้ผมดกดำเงางาม วิธีใช้คือใช้น้ำคั้นจากใบย่านางมาชโลมผมและหนังศรีษะ ทิ้งไว้แล้วล้างออก ทั้งนี้ถ้าคุณไม่กังวลว่าสีเขียวจากใบย่านางจะเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าของคุณ ก็สามารถชโลมแล้วทิ้งไว้จนแห้งไปเองเลยก็ได้

10. ใบบัวบก (Centella Asiatica)
ใบบัวบกเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็กที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีการนำมาใช้ประโยชน์ในทางยากันมาอย่างยาวนาน ส่วนใหญ่เป็นที่รู้จักกันดีว่าน้ำใบบัวบกช่วยแก้ช้ำใน แก้ฟกช้ำ แก้ร้อนในแก้กระหายน้ำ ช่วยให้ความจำดี

ใบบัวบก (Centella Asiatica) สมุนไพรรักษาผมร่วง, ผมร่วง, ผมบาง, หัวล้าน, ปลูกผม, อาหารลดผมร่วง, อาหารผม, วิธีรักษาผมร่วง, ปัญหาผมร่วง, แก้ปัญหาผมร่วง, herb for hair loss


สารสำคัญในใบบัวบก
Asiaticoside สารตัวนี้ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ลดการเกิดแผลและริ้วรอยบนผิวหน้า ลดการอักเสบจึงช่วยสมานแผล
ใบบัวบกน้ำมีฤทธิ์เย็นเหมือนกับใบย่านาง ต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ เมื่อนำน้ำคั้นจากใบบัวบกมาชโลมหนังศีรษะและหมักผม ก็จะช่วยให้ผมขึ้น เซลล์รากผมแข็งแรง

ปัญหาที่เกี่ยวกับเส้นผม
6 อาหารที่ช่วยให้ผมหนา
น้ำมันกระเทียมลดผมร่วงช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผม
ชะลอการเกิดผมหงอกด้วยงาดำ
ขิงช่วยลดผมร่วงและกระตุ้นการงอกของเส้นผม
9 เคล็ดลับแก้ปัญหาผมร่วงผมบางหัวล้าน
7 วิธีหยุดผมร่วงโดยธรรมชาติ
10 สมุนไพรรักษาผมร่วง
ประโยชน์ของดอกอัญชันเพื่อสุขภาพผมที่ดี
สาเหตุของอาการผมร่วงที่คุณควรรู้
วิธีปกป้องเส้นผมจากความเสียหายด้วยคลอรีนในสระว่ายน้ำ
อาหารป้องกันผมร่วง
4 วิธีง่ายๆที่ช่วยป้องกันผมร่วง
7 อาหารที่ช่วยให้ผมยาวเร็ว


Re: อ่านการ์ตูนออนไลน์
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2019, 02:10:16 PM »
10 สมุนไพรรักษาผมร่วง
1. มะคําดีควาย (Soap Berry)
มะคําดีควายจัดเป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านของไทยที่มีสรรพคุณมากมาย ในส่วนของผลแก่ช่วยแก้โรคผิวหนัง น้ำต้มผลมะคำดีควาย นำมาชโลมผมช่วยแก้เชื้อราและรังแคได้ดี

สารสำคัญในมะคำดีควาย
กลุ่มซาโปนิน (Saponin)
สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ได้แก่ ควอเซทิน (Quercetin) และ Kaempferol


มะคําดีควาย (Soap Berry) สมุนไพรรักษาผมร่วง, ผมร่วง, ผมบาง, หัวล้าน, ปลูกผม, อาหารลดผมร่วง, อาหารผม, วิธีรักษาผมร่วง, ปัญหาผมร่วง, แก้ปัญหาผมร่วง, herb for hair loss

สารต่างๆเหล่านี้มีคุณสมบัติช่วยต้านเชื้อรา ยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ ต้านการอักเสบ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติทางเวชสำอางคือทำให้เกิดฟอง ฟองที่เกิดจากมะคําดีควายจะเป็นฟองที่คงทน เป็นฟองที่ได้จากสารธรรมชาติ ปัจจุบันนิยมนำเอาสารสกัดจากมะคําดีควายไปใช้ในเครื่องสำอางในกลุ่มของสารทำความสะอาด เช่นแชมพูขจัดรังแคมะคําดีควายลดเชื้อรารักษาผมร่วง สบู่มะคําดีควาย ครีมอาบน้ำมะคำดีควาย

2. อัญชัน (Butterfly Pea)
อัญชันเป็นพืชไม้เลื้อยสามารถขึ้นได้ทั่วประเทศไทย นิยมปลูกตามรั้ว ซุ้ม คนไทยนิยมใช้น้ำคั้นจากดอกอัญชันมาทำเป็นสีผสมอาหาร ใส่ในอาหารและขนมต่างๆ ภูมิปัญญาชาวบ้านยังใช้น้ำคั้นจากดอกมาทาศีรษะและคิ้วของทารกแรกเกิด เพื่อเป็นยาปลูกผมช่วยให้ผมดกดำเงางาม ส่วนใบและรากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ และเมล็ดดอกอัญชันใช้เป็นยาระบายได้


อัญชัน (Butterfly Pea) สมุนไพรรักษาผมร่วง, ผมร่วง, ผมบาง, หัวล้าน, ปลูกผม, อาหารลดผมร่วง, อาหารผม, วิธีรักษาผมร่วง, ปัญหาผมร่วง, แก้ปัญหาผมร่วง, herb for hair loss

สารสำคัญในดอกอัญชัน
สารกลุ่มแอนโทไซยานิน มีคุณสมบัติเด่นคือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยดักจับสารพิษที่อยู่ในร่างกาย สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือด บำรุงสายตา ดอกอัญชันช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ ช่วยดีท็อกซ์ผิวบนหนังศีรษะ ช่วยปลูกผมใหม่

ด้วยความหลากหลายประโยชน์ของสารสกัดจากอัญชันนี้ จึงมีการนำมาผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆเช่นในอาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ที่ดูแลรักษาเส้นผม หรือถ้าคุณมีดอกสด ก็เพียงคั้นน้ำแล้วน้ำชโลมให้ทั่วหนังศรีษะ นวดเบาให้ตัวยาน้ำดอกอัญชันกระจายได้ทั่วถึง ทิ้งไว้สักหนึ่งชั่วโมงก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด

3. งาดำ (Black Sesame)
งาเป็นธัญพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีไขมันไม่อิ่มตัว วิตามินและแร่ธาตุอีกมากมาย

งาดำ (Black Sesame) สมุนไพรรักษาผมร่วง, ผมร่วง, ผมบาง, หัวล้าน, ปลูกผม, อาหารลดผมร่วง, อาหารผม, วิธีรักษาผมร่วง, ปัญหาผมร่วง, แก้ปัญหาผมร่วง, herb for hair loss


สารสำคัญในงาดำ
เซซามิน เซซาโมลิน และเซซามินิล ซึ่งจะมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดแข็งตัว ลดความดันโลหิต ลดระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลในตับ ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์และเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย

ปัจจุบันมีการนำเอาสารสกัดจากงาและน้ำมันงาไปใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือนำมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์ภายนอกเช่นแชมพูงาดำ ครีมหมักผมงาดำ ซึ่งคุณสมบัติของงาดำที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีนี้จะช่วยแก้ปัญหาผมร่วงผมบางได้

4. กระเทียม (Garlic)
กระเทียมเป็นพืชสมุนไพรโบราณที่ให้รสชาติเผ็ดร้อน ถือเป็นเครื่องเทศที่ใช้ประจำครัวมาช้านาน อาหารแทบทุกชนิดมักมีกระเทียมเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย สรรพคุณเด่นของกระเทียมคือช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร ลำไส้ อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียด ลดอาการอักเสบ ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ในสมัยโบราณใช้ทาแก้กลาก เกลื้อน และโรคผิวหนังได้ดี

กระเทียม (Garlic) สมุนไพรรักษาผมร่วง, ผมร่วง, ผมบาง, หัวล้าน, ปลูกผม, อาหารลดผมร่วง, อาหารผม, วิธีรักษาผมร่วง, ปัญหาผมร่วง, แก้ปัญหาผมร่วง, herb for hair loss


สารสำคัญในกระเทียม
สารสำคัญในกระเทียมอยู่ในรูปแบบของน้ำมันหอมระเหยที่ชื่อว่า อัลลิซิน (Allicin) ด้วยสรรพคุณเด่นในการต้านการอักเสบของกระเทียมนี้ จึงช่วยบำรุงหนังศรีษะ ลดเชื้อจุลินทรีย์ ความเผ็ดร้อนของกระทียมเมื่อนำมาหมักผม จะกระตุ้นเลือดมาเลี้ยงหนังศรีษะ ช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผม กระเทียมจึงช่วยแก้ปัญหาผมร่วงได้นั่นเอง

5. ว่านหางจระเข้ (Aloevera)

ว่านหางจระเข้ (Aloevera) สมุนไพรรักษาผมร่วง, ผมร่วง, ผมบาง, หัวล้าน, ปลูกผม, อาหารลดผมร่วง, อาหารผม, วิธีรักษาผมร่วง, ปัญหาผมร่วง, แก้ปัญหาผมร่วง, herb for hair loss


สารสำคัญในว่านหางจระเข้
วุ้นและน้ำเมือกจากกาบใบว่านหางจระเข้มีสารสำคัญจำพวกไกลคอลโพรเทอิ ที่ชื่อ อะล็อคทิน A และอะล็อคทิน B ที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบ ในการวิจัยพบว่าวุ้นและน้ำเมือกของว่านหางจระเข้งั้นช่วยรักษาแผลไฟไหม้ แผลเรื้อรังและแผลในกระเพาะอาหารได้ดี สวนน้ำยางสีเหลืองของใบว่านหางจระเข้การแพทย์โบราณยังนำมาทำเป็นยาที่เรียกว่ายาดำที่มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย เนื่องจากว่านหางจระเข้มีสรรพคุณเด่นในทางบำรุงผิวพรรณ ถ้านำมาใช้กับหนังศีรษะก็จะช่วยบำรุงหนังศีรษะ ลดการอักเสบและต้านเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆบนหนังศีรษะ เมื่อหนังศีรษะแข็งแรงก็จะช่วยรักษาอาการผมร่วง ผมบางได้


Re: อ่านการ์ตูนออนไลน์
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2019, 02:10:57 PM »
15 อาถรรพ์มหัศจรรย์ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
15. The Enfield Poltergeist
เหตุการณ์อาถรรพณ์ไม่ได้อธิบายที่ Enfield ประเทศอังกฤษใน Brimsdown เป็นเหตุการณ์ที่แปลกประหลาดและน่าทึ่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของอังกฤษ จากปีพ. ศ. 2520 ถึง 2522 โพลเตอร์เกอจิสต์ยังมีชีวิตอยู่และอยู่ในบ้านดีกว่า - หรือตายและไม่สบาย พวกเขารบกวนเด็ก ๆ ของผู้อาศัยรวมถึงพี่สาวสองคนคือ Janet และ Margaret อายุ 11 ถึง 13 ปีย้อนหลังไปถึงปี 1977 เมื่อ Peggy Hodgson แจ้งเตือนตำรวจว่าลูกสาวสองคนของเธอได้ยินเสียงเคาะที่ผนังบ้านและเห็นเฟอร์นิเจอร์สั่น เมื่อตำรวจมาถึงเธอก็พบกับกิจกรรมอาถรรพณ์มากขึ้น - เก้าอี้ขูดทั่วพื้นโดยไม่มีคำอธิบายใด ๆss

ยิ่งไปกว่าความผิดปกติเล็กน้อยและเฟอร์นิเจอร์ที่เคลื่อนไหวคนอื่น ๆ ที่ถูกกล่าวหาว่าเคยได้ยินเสียงปีศาจเห็นหินและของเล่นขว้างข้ามบ้านไปและแม้แต่เห็นเด็ก ๆ กำลังลอยอยู่ รายงานกิจกรรมอาถรรพณ์นี้สิ้นสุดลงในปี 2522 แต่ไม่ใช่ก่อนที่ความหลงใหลในสื่อของอังกฤษและเป็นแรงบันดาลใจให้กับหนังสือละครโทรทัศน์และภาพยนตร์สยองขวัญ กิจกรรมยังไม่ได้อธิบาย แม้ว่าหลายคนเชื่อว่าเด็กหญิงเหล่านั้นอยู่ข้างหลังและสิ่งทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องหลอกลวงช่างภาพเกรแฮมมอร์ริสและสมาชิกสองคนของสมาคมเพื่อการวิจัยทางจิตวิทยาอ้างว่าการหลอกหลอนนั้นเป็นเรื่องจริง


14. ของเล่น Sunnyvale แปลก ๆ อย่างจริงจัง ‘R’ Us
จากตุ๊กตา Chuckie ไปจนถึงรูปแกะสลักผีสิงของเล่นมักเป็นวัตถุของกิจกรรมอาถรรพณ์ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ Toys ‘R’ Us ใน Sunnyvale ได้เล่นเวทีกลางเพื่อเหตุการณ์ประหลาดเหนือธรรมชาติที่ไม่สามารถอธิบายได้นับตั้งแต่ยุค 70 เหตุการณ์ประเภทใด ชื่อกระซิบ, ลมหายใจเย็นยะเยือก, กลิ่นแปลก ๆ , ของเล่นที่ซ้อนกันและแน่นอนว่าวัตถุที่เคลื่อนไหวไปมาโดยลำพัง ดูเหมือนว่าพนักงานหญิงจะเป็นเป้าหมายของเหตุการณ์อาถรรพณ์เนื่องจากพลังที่มองไม่เห็นได้ถูกค้นพบโดยใช้เส้นผมและเปิดก๊อกน้ำในห้องน้ำของผู้หญิง ในตำนานเล่าว่าผีที่ถูกกล่าวหาซึ่งหลอกหลอนร้านค้ากำลังมองหาความรักของเขาซึ่งจะอธิบายว่าทำไมผู้หญิงถึงมีเป้าหมาย

ในความเป็นจริงที่ตั้งของ 130 East Camino Street Toys ‘R’ Us ครั้งหนึ่งเคยอยู่บนพื้นที่เพาะปลูกโดยชายคนหนึ่งที่จ้างชาวสแกนดิเนเวียอพยพโดยใช้ชื่อ Johnny Johnson ทำงานที่ดิน จอห์นนี่ตกหลุมรักเอลิซาเบ ธ ลูกสาวคนโตของเจ้าของอย่างหมดหวัง แต่อนิจจาเธอได้รับชัยชนะไปแล้วโดยคนอื่น จอห์นนี่ยังได้รับความเดือดร้อนจากการอักเสบในสมองเฉียบพลันที่เรียกว่าโรคไข้สมองอักเสบซึ่งส่งผลให้เกิดความสับสนปัญหาความจำและภาพหลอนทำให้หลายคนในซันนีเวลชื่อเล่นว่า "Crazy Johnny" ในปี 1884 Crazy Johnny เสียชีวิต บาดแผลขวานที่บาดแผลเกิดขึ้นเมื่อเขากำลังตัดฟืน นี่คือผีที่ได้รับการกล่าวขานว่าหลอกหลอนพวกเราและยังคงตามล่ามาจนถึงทุกวันนี้ ดูเหมือนจะไม่มีคำอธิบายอื่นสำหรับเหตุการณ์อาถรรพณ์เหล่านี้
13. เรืออับปางของ Sarah Joe ส่งไม้ให้ฉัน
ซากเรืออับปางที่แปลกประหลาดนี้จะส่งตัวสั่นขึ้นและลงกระดูกสันหลังของคุณ ทุกอย่างเริ่มต้นในปี 1970 เมื่อชาย Maui ห้าคนแล่นเรือในทะเลเปิดบนเรือประมงของพวกเขา Sarah Joe โชคไม่ดีสำหรับพวกเขาพายุที่สมบูรณ์แบบนั้นกลายเป็นหนึ่งเดียวและทะเลดูเหมือนจะกลืนพวกมันทั้งหมดทำให้ลูกเรือทั้งหมดและเรือของมันหายไป เป็นเวลาเก้าปีที่ไม่พบซากเรือและคนเหล่านั้นก็ตายไปนานแล้ว แต่ในปี 1988 บนเกาะที่อยู่ไกลออกไปกว่า 2,000 ไมล์เศษของซาร่าห์โจก็พัดเข้าฝั่ง

ลึกลับยิ่งกว่านั้นคือหลุมฝังศพที่ไม่มีเครื่องหมายตื้น ๆ ที่ค้นพบบนเกาะ ใต้กองหินถูกวางเพื่อพักสก็อตต์มอร์แมนซึ่งเป็นหนึ่งในชาวประมงที่โชคร้าย ไม่มีชายอีกสี่คนที่จะพบ และสิ่งที่คนแปลกหน้าคือเมื่อหลายปีก่อนเกาะเดียวกันนี้ถูกค้นหาและพรรคค้นหาไม่พบอะไรเลย ทั้งหลุมศพและเศษซากของซาราห์โจไม่เคยอยู่ที่นั่น เหตุการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ทำให้เกิดคำถามมากมายและไม่มีคำตอบ: ชาวประมงที่เหลืออยู่ที่ไหน พวกเขาถูกฝังสก็อตต์มอร์แมนหรือไม่? ถ้าไม่ใช่ใคร และสก็อตเคยอยู่ที่ไหนในเวลานี้? เขาตายในพายุหรือไม่หรือเขาเผชิญกับโชคร้ายอื่น ๆ ความลึกลับในทะเลเปิด

12. Doppelganger แห่ง Emilie Sagee
บางคนมีฝาแฝด คนอื่นมีผีคนละผี Emilie Sagee ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในคนหลัง ครูชาวฝรั่งเศสวัย 32 ปีย้ายไปมาสิบหกปีเปลี่ยนโรงเรียนเก้าครั้งและในที่สุดก็มาถึงโรงเรียนหญิงพิเศษในปี 1845 สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดคือ Sagee ตัวเองดูเหมือนจะไม่เห็น ผู้เฝ้าผีดูแม้คนเกือบห้าสิบคนได้เป็นพยานให้กับรูปร่างหน้าตาของเธอ ครั้งแรกมันปรากฏขึ้นในบริเวณใกล้เคียงของเธอสะท้อนการเคลื่อนไหวของเธอ จากนั้นเมื่อเอมิลีอยู่นอกห้องเรียนทำงานในสวนคนเฝ้าประตูที่ปรากฏอยู่ในห้องเรียนแทนเธอ

นักเรียนคิดว่ามันคือเอมิลี่ แต่เมื่อมองออกไปข้างนอกก็เห็นว่าเธอยังอยู่ในสวน นักเรียนที่กล้าหาญสองคนเข้าหาคู่เพื่อสัมผัส พวกเขารายงานว่าเธอรู้สึกว่างเปล่าเหมือนใยแมงมุม บันทึกอย่างเป็นทางการของโรงเรียนแม้จะรายงานว่า Emilee มองว่า "ไร้ความรู้สึกและเฉื่อย" ทุกครั้งที่ปรากฏตัว Emilee ตัวเธอเองรายงานว่าความคิดและความปรารถนาของเธอในช่วงเวลาที่มีรูปร่างหน้าตาของคนเฝ้าประตูสะท้อนให้เห็นถึงคนที่มาจากคนเฝ้าดู ปีศาจหายตัวไปหรือไม่? โรงเรียนพบข้อผิดพลาดใน Emilee Sagee หรือไม่? คำตอบของคำถามทั้งสองข้อนั้นไม่ใช่ การปรากฏตัวยังคงอยู่และการปรากฏตัวของมันกลายเป็นเหตุการณ์ที่ไม่แปลกประหลาดแม้ว่ามันจะทำให้ผู้ปกครองบางคนดึงลูกของพวกเขาออกจากโรงเรียน สิ่งนี้ส่งผลให้โรงเรียนยิง Emilee Sagee ที่น่าสงสารแม้ว่าเธอจะเป็นครูที่ยอดเยี่ยมก็ตาม และน่าเสียดายที่ไม่มีใครไปถึงจุดต่ำสุดของความลึกลับของแฝดปีศาจของ Sagee


6 ตำนานผีของภาคเหนือ
5 อันดับผีตามความเชื่อของคนอีสาน
10 ตำนานผีอาเซียนประเทศเพื่อนบ้านสุดสยอง
มนุษย์กินคนในตำนาน ซอว์นี่ บีน (Sawney Bean)
10 อันดับฆาตกรต่อเนื่องที่อำมหิตที่สุดในโลก
8 อันดับฆาตกรสุดโหดแห่งสยามเมืองยิ้ม
เล่าเรื่องสยองขวัญ แดนพิศวง
อลิซาเบธ บาโธรี่ เคานท์เตสกระหายเลือด



25 อาหารแปลกจากทั่วโลก
เล่าเรื่องสยองขวัญ ตายอย่างไก่
เล่าเรื่องสยองขวัญตอนบ้านร้าง
เล่าเรื่องสยองขวัญ ยายไอ้แผน
เล่าเรื่องสยองขวัญ ผีปอบที่วัดป่า
เล่าเรื่องสยองขวัญ ไม่น่าหยิบมา
เล่าเรื่องสยองขวัญ ปอบ
เล่าเรื่องสยองขวัญ แม่ยายเป็นปอบ
เล่าเรื่องผี ปอบห้องเช่า
เล่าเรื่องผี ยายสาย
เล่าเรื่องผี ยายขึ้นไปทำอะไร
ตำนานผีญี่ปุ่น รวมปีศาจสัตว์
เล่าเรื่องสยองขวัญ สยองกลางทุ่ง
เล่าเรื่องสยองขวัญ คุณแม่เล่าให้ฟัง
เล่าเรื่องสยองขวัญ อยากลองจนเจอดี
เล่าเรื่องสยองขวัญ บ้านเก่า
เล่าเรื่องสยองขวัญ 6 ปีไม่เคยลืม
เล่าเรื่องสยองขวัญ แถวนี้มีเยอะ
เล่าเรื่องสยองขวัญ ร้านเหล้าผี
เล่าเรื่องสยองขวัญ ทำไมไม่บวชให้
เล่าเรื่องสยองขวัญ เพื่อนเล่าให้ฟัง
ตำนานผีญี่ปุ่น เรื่องเทพเจ้ากินคน
ตำนานผีญี่ปุ่น เรื่องหัวกะโหลกร้องเพลง
ตำนานผีญี่ปุ่น เรื่องความแค้นของนักบวชชรา 1
ตำนานผีญี่ปุ่น เรื่องความแค้นของนักบวชชรา 2
ตำนานผีญี่ปุ่น เรื่องความแเค้นของโอมุชะ
ตำนานผีญี่ปุ่น เรื่องบ่อนํ้าของคนตาย
ตำนานผีญี่ปุ่น เรื่องผีของหมู่บ้านชิตานิซามอน
ตำนานผีญี่ปุ่น เรื่องก้อนหินร้องไห้ยามค่ำคืน
ตำนานผีญี่ปุ่น เรื่องวิญญาณของโอมัตสึ
ตำนานผีญี่ปุ่น เรื่องต้นสนแขวนวิญญาณ
ตำนานผีญี่ปุ่น เรื่องวิญญาณเลี้ยงลูก
ตำนานผีญี่ปุ่น คาซาเนะ
ตำนานผีญี่ปุ่น บ้านแห่งจาน
ตำนานผีญี่ปุ่น กาซาโดคุโร
ตำนานผีญี่ปุ่น ผีตระกูลเฮอิเคะ
เล่าเรื่องสยองขวัญ สโมสรร้าง
เล่าเรื่องสยองขวัญ แรงงานต่างด้าว
เล่าเรื่องสยองขวัญ สาวชุดดำ
เล่าเรื่องสยองขวัญ วิญญาณอาฆาต
บ้านหลอนแดนนรก
10 สุดยอดเรื่องเล่าสยองขวัญเดอะช็อค
เครื่องทรมานในอดีต
วิวาห์สังหารในอินเดีย ฆาตกรต่อเนื่อง 20 ศพ
เทศกาลตำนานวันปล่อยผี
เล่าเรื่องผี มาเอาแม่ผมไปทำไม
คดีโหดแห่งเขาแอลป์
13 เมืองอาถรรพ์
คดีวิตถาร ครูสาวทำช็อคฆ่าข่มขืนนักเรียนหญิง
ย้อนรอยคดีซีอุยฆ่ากินเครื่องในเด็ก
ไขปริศนาใครคือแจ๊คเดอะริปเปอร์ (Jack The Ripper)
ย้อนรอยคดีพิศวาสฆาตกรรม นวลฉวีและศยามล
10 สถานที่สุดแห่งความสยองขวัญ
10 อันดับฆาตกรเด็ก
ปริศนามรณะตระกูลเคนเนดี้
แคทเธอรีน เฮย์ ต้นตำรับคดีฆ่าหั่นศพ
เดวิด เบอร์โควิทซ์ ฆาตกรต่อเนื่องแห่งนิวยอร์ค
คดีฆาตกรรมในโรงนาสีแดง (Red Barn Murder)
ยโศโฆษาฆาต ฆ่าเพื่อเกียรติยศของครอบครัว


Re: อ่านการ์ตูนออนไลน์
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2019, 02:11:14 PM »
15 อาถรรพ์มหัศจรรย์ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
11. The Taured Tale
เมื่อเรื่องราวดำเนินไปในช่วงวันที่ร้อนระอุในเดือนกรกฎาคมปี 1954 ชายผิวขาวคนหนึ่งที่ดูธรรมดาจาก Taured มาถึงที่สนามบินโตเกียว เมื่อได้รับการร้องขอเขามอบหนังสือเดินทางที่เป็นทางการของเขาให้ ไม่มีอะไรแปลกที่นี่…นอกจากความจริงที่ว่าไม่มีประเทศใดในโลกที่ชื่อว่า Taured กลายเป็นที่น่าสงสัยเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นดึงชายคนนั้นออกไปสอบสวนเขา พวกเขาขอให้เขาหาประเทศของเขาบนแผนที่ เขาชี้ไปที่อันดอร์รา แต่เมื่อเห็นว่าประเทศนั้นไม่ใช่ Taured พวก Tauresian (อย่างที่ฉันคิดว่าเขาจะถูกเรียกในดินแดนจินตนาการของเขา) ก็สับสน เขาบอกกับเจ้าหน้าที่ของญี่ปุ่นว่า Taured มีมานานกว่าพันปีแล้ว

เมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมหนังสือเดินทางของชายคนนั้นแสดงให้เห็นว่ามีการใช้งานทั่วโลกยอมรับและประทับตรา - แม้ในโตเกียว! ชายคนนั้นยังถือสกุลเงินต่าง ๆ พร้อมกับเอกสารอย่างเป็นทางการสำหรับ บริษัท ที่เขาอ้างว่าทำงาน ศุลกากรวางเขาไว้ในห้องพักที่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยโดยไม่มีระเบียงบนชั้นบนในขณะที่พวกเขาพยายามคิดว่าเกิดอะไรขึ้นในโลกนี้ พวกเขาพบว่านายจ้างที่เรียกว่าเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับตัวเขาและไม่ได้จองโรงแรมในโตเกียวและนักธุรกิจที่เขามาทำธุรกิจด้วย หลังจากการสอบสวนพวกเขากลับไปหาชายเปิดประตูห้องพักในโรงแรมแล้วพบว่าเขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยไม่สามารถมองเห็นได้อีกเลย ชายคนหนึ่งจากดินแดนที่ไม่รู้จักซึ่งไม่มีลิงก์ที่สามารถมองเห็นได้เพื่ออะไรหรือใครก็ตามที่หายไปในอากาศพร้อมกับเอกสารจากการรักษาความปลอดภัยที่สนามบิน? เหตุการณ์อาถรรพณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่แปลกประหลาดและยังคงไม่สามารถอธิบายได้จนถึงทุกวันนี้
10. Amityville Ghost
ผู้คลั่งไคล้สยองขวัญส่วนใหญ่รู้จัก Amityville Horror - และภาพยนตร์ทุกเรื่องที่ติดตามประวัติบ้าน แต่รูปถ่ายของ“ เด็กชายผี” ของไมตรีซึ่งเป็นศูนย์กลางของการถกเถียงอาถรรพณ์มานานหลายปี? รูปผีสิงปรากฏในคอลเล็กชันภาพถ่ายของ George Lutz ในขณะที่ตรวจสอบสิงสู่ปี 1976 เอ็ดและลอร์เรนวอร์เรนนักอสูรนิยมได้มองเข้าไปในบ้านผีสิงที่ถูกกล่าวหา ในนั้นปรากฏว่าเด็กหนุ่มที่มีดวงตาที่เร่าร้อน บางคนคิดว่าเด็กชายคนนั้นเป็นปีศาจในขณะที่คนอื่น ๆ แนะนำว่าเขาเป็นหนึ่งในเด็ก DeFeo ที่ถูกฆาตกรรมกลับมาหลอกหลอน Amityville ยังมีคนอื่นมองว่าเป็นจริงมากขึ้นว่า“ เด็กผู้ชาย” เป็นผู้ชายที่คุกเข่า: Paul Bartz เป็นที่แน่นอนว่าใครเป็นผู้ช่วย Warrens ในคืนที่ถ่ายภาพ หลังดูเหมือนจะเสนอคำอธิบายระดับหัวมากที่สุด แต่เรามั่นใจได้ไหมว่ามันคือ Bartz? พวกเราจะเป็นเคย?

9. หึ่งในเทาส์
นั่นเสียงอะไร? หากคุณไปที่เทาส์คุณอาจจะรู้สึกไม่ดีที่ลองคิดดู หลายปีที่ผ่านมาผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็ก ๆ แห่งใหม่ของเม็กซิโกได้รับน้ำจากจีนที่ถูกทรมานจนตายด้วยเสียงความถี่ต่ำที่ลึกลับซึ่งดูเหมือนว่าจะมีเสียงพึมพำเหมือนกระแสไฟฟ้าผ่านอากาศในทะเลทราย แต่ทุกคนไม่ได้ยินเสียงทรมานซึ่งถูกอธิบายว่าเป็นเสียงหึ่งหรือเสียงฮัม ในความเป็นจริงมีเพียงประมาณ 2% ของผู้อยู่อาศัยที่เคยได้ยินและส่วนใหญ่อธิบายเสียงต่างกัน มีทฤษฎีมากมายเกี่ยวกับสิ่งที่ก่อให้เกิดเสียงดัง: อะคูสติกแปลก ๆ ในทะเลทรายหรืออาจเป็นความลับดำมืดเป็นเรื่องแปลกใหม่ และยังมีคนอื่น ๆ แนะนำให้ฮิสทีเรียมวลผลักดันให้ทุกคนป่วยด้วยความบ้าคลั่ง ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรความลึกลับยังคงอยู่เพราะไม่มีวิญญาณเดียวที่ยังตั้งผู้สร้างเสียง บางทีมันอาจเป็นอาณานิคมเหนือธรรมชาติ อาจเป็นความลับของรัฐบาลที่ลึกซึ้งและมืดมน หรือบางทีประชากรทั้งหมดของเทาส์จำเป็นต้องทำความสะอาดหู ไม่ว่าในกรณีใดเหตุการณ์อาถรรพณ์นี้ยังคงไม่สามารถอธิบายได้และจนกว่าเราจะถึงจุดต่ำสุดของความลึกลับสิ่งที่เราจะได้ยินจากเทาส์นิวเม็กซิโกก็คือ buzzzzzzzzzzzzzzzzzz

8. อมตะนับ Count de Saint
อรได้สร้างสิ่งที่ปรากฏมากมายตลอดประวัติศาสตร์ซึ่งปลอดภัยที่จะกล่าวว่าเขาเป็นอมตะอย่างแท้จริง ไม่มีแหล่งกำเนิดหรือวันเกิดที่เป็นที่รู้จักบางคนอ้างว่าเขาเกิดในปลายปี 1600 ในขณะที่คนอื่นเชื่อว่าเขายังมีชีวิตอยู่และเร็วขึ้นแม้ในช่วงเวลาของพระคริสต์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาก็ยังคงโผล่ขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำอีกและยังอยู่ในวัยเดียวกันเมื่อเขาอายุ 45 ปี ผู้มีชื่อเสียงหลายคนรู้จักเคานต์แห่งนี้ - จากวอลแตร์ถึงแคทเธอรีนมหาราช, จากคาซาโนว่าถึงจอร์จวอชิงตัน - และความเป็นอมตะของเขาได้เชื่อมโยงกับทฤษฎีสมคบคิดตำนานเรื่องราวพื้นบ้านและสังคมลับมากมาย .

วอลแตร์อธิบายว่าเขาเป็น“ คนที่ไม่เคยตายและผู้รู้ทุกอย่าง” บางคนอ้างว่าเขามีเลือดทรานซิลวาเนียดังนั้นบางทีความเป็นอมตะก็คือแวมไพร์ คนอื่นอ้างว่าเขาเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุที่ประสบความสำเร็จดังนั้นอาจเป็นไปได้มากกว่าที่เขาจะค้นพบยาพิษเพื่อความเป็นอมตะ ไม่ว่าในกรณีใดเขาเดินทางไปทั่วยุโรปเป็นเวลาหลายทศวรรษและไม่เคยอายุ นอกจากนี้เขายังประสบความสำเร็จอย่างมากนอกเหนือจากงานของเขาในฐานะนักเล่นแร่แปรธาตุเขาพูดได้มากกว่าหนึ่งโหลภาษาเป็นจิตรกรที่เก่งและเล่นไวโอลิน เขาดูเหมือนจะร่ำรวยอย่างไม่น่าเชื่อด้วยเสื้อผ้าที่ประดับด้วยเพชรพลอยและสนุกกับการทานอาหารกับเพื่อนร่วมงานพร้อมกับแก้ไขอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ เขาเป็นผู้ชายหรือไม่ หรือว่าเขายังมีชีวิตอยู่เสมอ?
7. ความระส่ำระสายการเต้นรำของตู้นิรภัย Family Chase
ครอบครัวเชสที่ต้องทำอย่างดีซื้อห้องนิรภัยอายุแปดสิบปีซึ่งมีผู้ครอบครองเพียงคนเดียวคือโทมัสน่าอดดาร์ดซึ่งพวกเขาออกเดินทางไปพักผ่อนในหลุมฝังศพ หลุมฝังศพนี้ถูกสร้างขึ้นอย่างสวยงามจากแนวปะการังที่อัดแน่นของเกาะและอยู่ใต้ดิน การไล่ล่าครั้งแรกเพื่อพินาศและเข้าร่วมก็อดดาร์ดในห้องนิรภัยคือมารีแอนมาเรีย ในปีต่อ ๆ มาโทมัสเชสก็เข้าร่วมด้วย สิ่งที่แปลกก็คือเมื่อแผ่นหินอ่อนถูกเลื่อนออกไปโลงศพของเชสได้ย้ายไปพัก“ ยืนอยู่ที่ปลายหัวลง” บนอีกฟากหนึ่งของห้องใต้ดิน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถูกตำหนิในป่าเถื่อนและไม่ค่อยมีใครคิด นั่นคือจนกระทั่งในครั้งต่อไปพวกเขาเปิดหลุมฝังศพเพื่อหาโลงศพที่หนักหน่วงของโทมัส - โลงศพที่พาผู้ชายแปดคนไปแบกโลงศพในความระส่ำระสายรอบ ๆ

หลุมฝังศพถูกเปิดอีกสี่ครั้งในช่วงหลายปีถัดไปและในแต่ละครั้งเนื้อหาดูเหมือนจะเต้นอย่างไม่เป็นระเบียบในขณะที่ไม่มีใครดู แปดเดือนหลังจากที่มีการวางซีลซีเมนต์ไว้ในห้องนิรภัยเพื่อให้เจ้าหน้าที่ค้นพบการดัดแปลงใด ๆ ผู้ว่าการและชายอีกหลายคนทำการตรวจสอบเนื้อหาอีกครั้ง พวกเขาพบแมวน้ำในสถานที่และภายนอกบ่งชี้ถึงความป่าเถื่อนหรือการโจรกรรม แต่เมื่อพวกเขาเปิดหลุมฝังศพมันเป็นความยุ่งเหยิงโดยโลงศพทั้งหมดตั้งคำถามจากสถานที่พำนักสุดท้าย ครอบครัวเชสถูกย้ายไปยังสถานที่ฝังศพใหม่ปล่อยให้ห้องนิรภัยว่างเปล่า ใครสามารถเดาได้ว่าใครหรืออะไรที่ทำให้เกิดความหายนะดังกล่าวในห้องใต้ดิน Thomasina Goddard ไม่ได้อบอุ่นกับผู้บุกรุกที่แบ่งปันหลุมศพของเธอหรือไม่? มีแผ่นดินไหวที่ตรวจไม่พบหรือน้ำท่วมใต้พื้นดินหรือไม่? โจรขุดอุโมงค์เข้าไปในทางเข้าอื่นหรือไม่? ความลึกลับยังคงไม่ได้แก้ไข

6. นักท่องกาลเวลารูดอล์ฟเฟนซ์
การเดินทางข้ามเวลาเป็นจริงหรือไม่ ทำตามกรณีแปลก ๆ ของรูดอล์ฟเฟนซ์และคุณอาจกลายเป็นผู้เชื่อ เหตุการณ์ที่แปลกประหลาดเกิดขึ้นในปี 1950 เมื่อชายแต่งตัวแบบวิคตอเรียนกับเนื้อแกะสับก็ปรากฏตัวขึ้นที่ไทม์สแควร์ อีกไม่นานเขาก็ถูกรถชนและเสียชีวิตทันที พยานในเหตุการณ์บอกว่าชายคนนั้นดูตกใจเมื่อเขาปรากฏตัวที่นั่นราวกับว่าเขาอยู่นอกสถานที่ และเขาก็เป็น เมื่อเขาถูกนำตัวไปที่ห้องเก็บศพเพื่อตรวจสอบพบสิ่งแปลกประหลาดหลายอย่างบนร่างกายของเขาไม่มีสิ่งใดที่บ่งบอกถึงอายุ: $ 70 ในธนบัตรเก่าเหรียญทองแดงสำหรับเบียร์ 5 เซ็นต์ที่ห้องโถงที่ไม่รู้จัก ใบเรียกเก็บเงินสำหรับล้างรถและดูแลม้านามบัตรของรูดอล์ฟเฟนตซ์รายชื่อที่อยู่ฟิฟท์อเวนิวพร้อมกับจดหมายที่ส่งไปยังที่อยู่เดียวกันนี้ลงวันที่มิถุนายน 1876

กัปตันฮิวเบิร์ตริห์มติดตามเรื่องนี้และตรวจสอบแผนกผู้แพ้ของ NYPD เพื่อดูว่ามีการรายงานว่าเฟนซ์หายไปหรือไม่ นอกจากนี้เขายังตรวจสอบที่อยู่ Fifth Avenue และลายนิ้วมือของชาย คุณอาจเดาได้ว่าทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ไร้ค่า ไม่พบอะไรเลย อย่างไรก็ตามในฐานะนักสืบที่แท้จริง Rihm ไม่ยอมให้คดีตกหล่น เขาตรวจสอบชื่อครอบครัว Fentz ซึ่งเมื่อเขาค้นพบว่าคนสุดท้าย Fentz เสียชีวิตเมื่อห้าปีก่อน แต่ผ่านแม่ม่ายของชายคนนั้น Rihm ได้เรียนรู้ว่าพ่อของสามีของเธอหายไปเมื่ออายุ 29 ปีคุณคิดว่า! - 1876, วันที่ของจดหมายที่เขาได้รับ ชายคนนั้นบอกว่าเดินไปเดินมาไม่เคยกลับมาอีก ในขณะที่บางคนอ้างว่าเรื่องนี้เป็นงานของนิยายวิทยาศาสตร์แหล่งที่มาของเรื่องราวไม่เคยได้รับการยืนยัน แล้วเราจะเชื่ออะไร ฉันทำผิดพลาดในด้านของความระมัดระวังและบอกว่าเรามีนักท่องเวลาอยู่ในมือของเรา - ถึงแม้ว่าคนนี้จะไม่ได้อยู่นานพอที่จะทำลายอะไรในอนาคต

ฝันเห็นงูฝันเห็นงูสีขาวฝันเห็นงูเหลือมฝันเห็นงูเหลือมตัวใหญ่ฝันเห็นงูเหลือมสีทองฝันเห็นงูใหญ่
ฝันเห็นงูตัวใหญ่ฝันเห็นงูหลายตัวฝันเห็นงูลายฝันเห็นงูเขียวฝันเห็นงูเห่าฝันเห็นงูจงอาง
ฝันเห็นงูจงอางยักษ์ฝันเห็นงูจงอางเข้าบ้านฝันเห็นงูจงอางหลายตัวฝันเห็นงูจงอางกัดฝันเห็นงูจงอางเผือกฝันเห็นงูจงอางชูคอ
ฝันเห็นงูจงอางตัวใหญ่มากฝันเห็นงูจงอางตัวใหญ่สีดำฝันเห็นงูแมวเซาฝันเห็นงูหลามฝันเห็นงูตัวสีฟ้าฝันเห็นงูตัวสีดำ
ฝันเห็นงูตัวสีแดงฝันเห็นงูสีทองฝันเห็นงูหลายตัวฝันเห็นงูสองตัวฝันเห็นงูเผือกฝันเห็นงูหลาม
ฝันเห็นงูตัวใหญ่มากฝันเห็นงูตัวใหญ่สีดำฝันเห็นงูตัวใหญ่หลายตัวฝันเห็นพญานาคฝันเห็นพญานาคตัวใหญ่ฝันเห็นพญานาคสีทอง
ฝันเห็นพญานาคสีเขียวฝันเห็นพญานาคสีแดงฝันเห็นพญานาคเล่นน้ำฝันเห็นพญานาคไล่ตามฝันเห็นหงอนพญานาคฝันเห็นพญานาคสีเงิน
ฝันเห็นพญานาคหลายตัวฝันเห็นพญานาคพูดได้ฝันเห็นพญานาคพ่นน้ำฝันว่างูรัดฝันว่างูกัดฝันว่างูกัดขา
ฝันว่างูกัดเท้าฝันว่าฆ่างูฝันว่าตีงูฝันว่างูเลื้อยผ่านฝันว่างูกัดแขนฝันว่างูกัดนิ้ว
ฝันว่างูไล่กัดฝันว่างูฉกฝันว่ากินงูฝันว่าจับงูฝันว่างูเลื้อยขึ้นตัวฝันว่างูรัดขา
ฝันว่างูรัดแขนฝันว่างูรัดตัวฝันว่างูรัดขาขวาฝันว่างูรัดขาซ้ายฝันว่างูรัดแขนขวาฝันว่างูรัดแขนซ้าย


Re: อ่านการ์ตูนออนไลน์
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2019, 02:11:29 PM »
15 อาถรรพ์มหัศจรรย์ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
5. เดจาวู
แม้ว่าจะไม่ใช่สถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจงเดจาวูเป็นเหตุการณ์อาถรรพณ์ที่เกือบทุกคนของเรามีประสบการณ์ในคราวเดียวหรืออีกเหตุการณ์หนึ่ง มันเป็นความรู้สึกที่น่าขนลุกของคนที่คุ้นเคยภายในสถานที่บุคคลสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ยกตัวอย่างเช่นเข้าอพาร์ตเมนต์ของใครบางคน - อพาร์ทเมนต์ที่คุณไม่เคยไปมาก่อน - และรู้สึกถึงความทรงจำที่แตกต่าง มันเป็นความรู้สึกใกล้ชิดความรู้สึกที่คุ้นเคยและยังเป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด ความรู้ที่หน่วยความจำของคุณกำลังทรยศคุณและคุณไม่เคยมาที่นี่มาก่อนเป็นสิ่งที่ทำให้สถานการณ์โดยรวมรู้สึกเสียวซ่ากระดูกสันหลัง และแม้ว่าคนส่วนใหญ่จะมีอาการปวดท้อง แต่การคลานผิวหนังของเดจาวูก็ยังคงเป็นปริศนา จากวลีภาษาฝรั่งเศส“ เห็นแล้ว” เดจาวูได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์และนักจิตวิทยางงงวยมานานหลายศตวรรษ
การศึกษาเชิงสังเกตการณ์และการทดลองได้ดำเนินการในหัวข้อและถึงแม้ว่าเดจาวูจะพบว่าเกิดขึ้นในผู้ที่มีอายุน้อยกว่า แต่สาเหตุของเดจาวูยังไม่ทราบ การตรวจสอบผู้ที่มีโรคลมชักกลีบขมับแสดงให้เห็นว่ามีรายงานหลายฉบับที่พบเดจาวูโดยตรงก่อนที่จะมีอาการชักแนะนำว่าเหตุการณ์ที่น่าขนลุกอาจเชื่อมต่อกับสมองกลีบขมับของสมอง ด้วยเหตุนี้จึงมีการตั้งสมมติฐานว่าเดจาวูอาจเป็นอาการชักสั้น ๆ ในกลีบขมับ นอกจากนี้ยังได้รับการแนะนำว่าการเหลือบของความจำหลอกเหล่านี้เป็นความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตในอดีตหรือแนวโน้มจิตใจที่แปลกประหลาด ใครจะรู้? คำตอบอาจอยู่ในขอบเขตของกิจกรรมอาถรรพณ์หรือสามารถอธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้ จนกว่าหลักฐานที่เป็นรูปธรรมของทั้งถูกค้นพบลึกลับยังคงอยู่

4. การเผาไหม้ของมนุษย์
นี่คือบางสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด: การเผาไหม้ของมนุษย์โดยธรรมชาติ เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับ - คุณเดาได้ - การเผาไหม้ของมนุษย์โดยธรรมชาติของร่างกายมนุษย์โดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนและไม่มีแหล่งที่มาของการอักเสบ เนื้อตัวของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อถูกเผาไหม้อย่างสมบูรณ์โดยมีแขนขาที่เหลืออยู่ - บ่อยครั้งน่าขนลุกกะโหลกและกระดูกบางส่วน มีการรายงานกรณีการเผาไหม้ของมนุษย์หลายร้อยครั้งที่เกิดขึ้นจริงซึ่งนำไปสู่การวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อตรวจสอบสาเหตุและกลไกของเหตุการณ์ พวกเขาศึกษาทุกอย่างตั้งแต่การดื่มแอลกอฮอล์ของเหยื่อไปจนถึงพฤติกรรมใกล้กับแหล่งกำเนิดประกายไฟที่ติดไฟได้ และยังไม่มีคำอธิบายใด ๆ โผล่ขึ้นมา

3. บิ๊กฟุต
หนึ่งในความลึกลับเหนือธรรมชาติของชาวลอริคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลนั้นเกี่ยวข้องกับมนุษย์รูปร่างคล้ายลิงบิกฟุตบิ๊กฟุตหรือที่รู้จักกันว่าบิ๊กฟุต สัตว์มีขนดกขนาดมหึมานี้กล่าวกันว่าแฝงตัวอยู่ในป่าในแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่เรียกการหลอกลวงบนบิ๊กฟุตการแรเงาในกิจกรรมอาถรรพณ์โดยถือว่ามันเป็นชาวบ้านและความผิดพลาดของมนุษย์ - เช่นการระบุในสัตว์ที่มีชีวิตอื่น ๆ เช่นหมีดำ - "นักวิจัย" คนอื่น ๆ ทั่วทุกสถานที่. สิ่งมีชีวิตอาถรรพณ์กล่าวกันว่ามีผมสีน้ำตาลเข้มแดงหรือดำนัยน์ตาใหญ่และหน้าผากมีคิ้วเด่นชัดต่ำ หัวตัวเองถูกกล่าวว่ามีรูปร่างคล้ายกับลิงกอริลลาและสัตว์นั้นควรจะดับกลิ่นเน่าเสีย

สุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุดลักษณะที่เป็นตัวอย่างของบิ๊กฟุตคือแน่นอนว่าเท้าใหญ่ของเขาบอกว่าจะยืดยาวประมาณ 2 ฟุตกว้าง 8 นิ้ว สิ่งมีชีวิตก็บอกว่าจะออกหากินเวลากลางคืนและทุกอย่าง ดังที่ได้กล่าวไปแล้วหลายคนพยายามอธิบายการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตอาถรรพณ์นี้ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถให้หลักฐานที่เป็นรูปธรรมว่ามนุษย์ป่าลึกลับนั้นเป็นเรื่องหลอกลวงได้อย่างไรเมื่อหลายคนได้เป็นพยานให้กับมัน หนึ่งในสามของการพบเห็นเกิดขึ้นในแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ แต่พวกเขาก็ถูกอ้างสิทธิ์ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้และในเกรตเลกส์ Cryptozoologists อ้างว่า Bigfoot เป็นลิงที่ยังไม่ปรากฏหลักฐานในขณะที่บางคนอ้างว่ามันมีปรากฏการณ์อื่น ๆ อีกมากมาย เราจะรู้ความจริงเกี่ยวกับบิ๊กฟุตหรือไม่? ไม่แน่

2. ความผิดปกติของทะเลบอลติก
ทีมดำน้ำ“ Ocean X” ค้นพบปรากฏการณ์ที่แท้จริงในทะเลบอลติก: ดิสก์หินขนาด 26 ฟุต 200 ฟุตโดยก้นทะเลที่ก้นทะเลซึ่งเป็นศูนย์กลางของ Bothnian การก่อตัวของหินแปลก ๆ ยืนอยู่บนเสาที่มีโครงสร้างคล้ายบันไดที่คดเคี้ยวเข้าไปในรู ทีมดำน้ำกล่าวว่าปรากฏว่าทางวิ่งอยู่ไม่ไกลจากนั้นทำให้หลายคนเชื่อว่าความผิดปกติเป็นเหมือนเรือบางชนิด เรือประเภทใด อาจเป็นของที่ระลึกต่อต้านเรือดำน้ำจากสงครามโลกครั้งที่สองบางทีจานบินหรืออาจเป็นป้อมปืนจากเรือรบ? หรือบางทีธรรมชาติก็สร้างการกำเนิดตามธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบตามที่นักธรณีวิทยาบางคนแนะนำ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามการค้นพบนี้ทำให้หลายคนสงสัยว่ามีเวทมนตร์ใต้น้ำบางชนิด

1. ความลึกลับของเอลิซาแลม
เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2013 Elisa Lam นักท่องเที่ยวชาวแคนาดาวัย 21 ปีได้เช็คอินที่โรงแรมเซซิลในลอสแองเจลิส เธออยู่คนเดียวเมื่อเธอเช็คอินและห้าวันต่อมาพ่อแม่ของเธอรายงานว่าเธอหายไปเมื่อเธอไม่รับโทรศัพท์ กรมตำรวจเริ่มสืบสวนและพบภาพวิดีโอของลำ เธอถูกจับในกล้องรักษาความปลอดภัยลิฟต์ทำตัวแปลก ๆ เธอเห็นการจากไปและเข้าลิฟต์การพูดคุยและการเคลื่อนไหวในห้องโถงและดูเหมือนจะซ่อนตัวในลิฟต์เอง ตอนทั้งหมดไม่มั่นคงทำให้หลายคนต้องทำกิจกรรมอาถรรพณ์

แฟลชไปข้างหน้าหนึ่งเดือนในภายหลัง การจัดการที่โรงแรมเริ่มได้รับรายงานปัญหาแรงดันน้ำในห้องต่าง ๆ การเปลี่ยนสีที่แปลกและรสชาติแปลก ๆ ลงไปในน้ำ เมื่อพนักงานซ่อมบำรุงตรวจสอบปัญหาพวกเขาพบร่างของแลมในถังเก็บน้ำบนดาดฟ้าของโรงแรมเปลือยกายโดยมีเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวมากมายลอยอยู่ข้างๆเธอในน้ำ ไม่มีหลักฐานการบาดเจ็บทางร่างกาย การชันสูตรศพรายงานว่าการเสียชีวิตเป็นอุบัติเหตุ แต่มันเป็นอย่างไร หรือถูกฆาตกรรมลำ? เธอฆ่าตัวตายงั้นเหรอ? ทำไมเธอถึงทำเช่นนั้นในถังเก็บน้ำ? มีคำถามมากมายที่ยังไม่ได้ตอบและไม่น่าจะเป็นไปได้

ฝันเห็นงูฝันเห็นงูสีขาวฝันเห็นงูเหลือมฝันเห็นงูเหลือมตัวใหญ่ฝันเห็นงูเหลือมสีทองฝันเห็นงูใหญ่
ฝันเห็นงูตัวใหญ่ฝันเห็นงูหลายตัวฝันเห็นงูลายฝันเห็นงูเขียวฝันเห็นงูเห่าฝันเห็นงูจงอาง
ฝันเห็นงูจงอางยักษ์ฝันเห็นงูจงอางเข้าบ้านฝันเห็นงูจงอางหลายตัวฝันเห็นงูจงอางกัดฝันเห็นงูจงอางเผือกฝันเห็นงูจงอางชูคอ
ฝันเห็นงูจงอางตัวใหญ่มากฝันเห็นงูจงอางตัวใหญ่สีดำฝันเห็นงูแมวเซาฝันเห็นงูหลามฝันเห็นงูตัวสีฟ้าฝันเห็นงูตัวสีดำ
ฝันเห็นงูตัวสีแดงฝันเห็นงูสีทองฝันเห็นงูหลายตัวฝันเห็นงูสองตัวฝันเห็นงูเผือกฝันเห็นงูหลาม
ฝันเห็นงูตัวใหญ่มากฝันเห็นงูตัวใหญ่สีดำฝันเห็นงูตัวใหญ่หลายตัวฝันเห็นพญานาคฝันเห็นพญานาคตัวใหญ่ฝันเห็นพญานาคสีทอง
ฝันเห็นพญานาคสีเขียวฝันเห็นพญานาคสีแดงฝันเห็นพญานาคเล่นน้ำฝันเห็นพญานาคไล่ตามฝันเห็นหงอนพญานาคฝันเห็นพญานาคสีเงิน
ฝันเห็นพญานาคหลายตัวฝันเห็นพญานาคพูดได้ฝันเห็นพญานาคพ่นน้ำฝันว่างูรัดฝันว่างูกัดฝันว่างูกัดขา
ฝันว่างูกัดเท้าฝันว่าฆ่างูฝันว่าตีงูฝันว่างูเลื้อยผ่านฝันว่างูกัดแขนฝันว่างูกัดนิ้ว
ฝันว่างูไล่กัดฝันว่างูฉกฝันว่ากินงูฝันว่าจับงูฝันว่างูเลื้อยขึ้นตัวฝันว่างูรัดขา
ฝันว่างูรัดแขนฝันว่างูรัดตัวฝันว่างูรัดขาขวาฝันว่างูรัดขาซ้ายฝันว่างูรัดแขนขวาฝันว่างูรัดแขนซ้าย


Re: อ่านการ์ตูนออนไลน์
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: กันยายน 18, 2019, 01:01:33 AM »
The Failed Suicide
A desperate man tries to arrange multiple, simultaneous methods to bring about his own death, but they cancel out one another. For example, the man may stand on a high cliff above the sea with a noose around his neck tied to a tree, a loaded gun in one hand and a vial of poison in the other. He drinks the poison, fires the gun toward his head, and jumps; but the shot severs the rope, he survives the fall, and the seawater that he swallows causes him to vomit up the poison. He swims to shore.
A less complicated version of the story describes a man leaping from a high window after having an argument with his wife in their apartment or being fired by his boss. The would-be suicide lands on top of his wife (or his boss, who has gone out for lunch after the unpleasant job of firing the man). The wife (or boss) dies, but the man lives. In his tell-all book about the insurance industry Andrew Tobias relates yet another variation on the theme of failed suicides, attributing the case to “an Alabama man,” who:

swallowed a fistful of sleeping pills, drove to the middle of a bridge, got out, and, just as the pills were beginning to rob him of his consciousness, jumped. It was fifty feet to the water. The fall did not kill him, the cold water, after a time, revived him, and, after floating for quite a long time, he finally managed to pull himself out of the current and drag himself out of the water. He suffered a heart attack from the exertion; and, while lying there, some wild dogs came along and chewed on him awhile. He died.
“Was it suicide?” Tobias asked, then quoting the state toxicologist, “ ‘not suicide but the strain and stress of the situation’ that killed him.” No source is cited for this remarkably legend-like account.
Variations of failed-suicide stories have circulated orally, in typescript, and on the Internet but are also published from time to time, sometimes to illustrate human behavior, the random nature of events, legal and moral aspects of suicide, and the like. One such printing by a British expert on forensic medicine described the multiple-means-of-death version as “a classic of its kind . . . not susceptible to confirmation.”

The Fallen Angel Cake
This story was published in 1980 in a Sydney, Australia, newspaper and, in 1982, in a slightly different version in a small-town Canadian newspaper. Both reports described it as an actual incident well known to the local population, so probably it is a widespread apocryphal account, that is, a modern legend. Less likely—indeed barely possible—is that the same mishap occurred twice in far distant places. A woman bakes an angel food cake for her church’s bake sale, but when it comes out of the oven the center of the cake collapses. Lacking time to make a second cake, the woman uses a roll of toilet paper to build up the center of her cake, and she frosts over the whole thing. She rushes her cake to the church sale, then gives her daughter some money and instructs her to hurry to the sale, buy it back, and bring it directly home. But the daughter arrives too late; the cake has already been sold. The next day the cakebaker goes to her bridge club, and she finds that the hostess has bought
her cake and is serving it for dessert. Before the woman can warn her, the hostess acknowledges a compliment on the beautiful cake, saying, “Thank you. I baked it myself.”

David Holt and Bill Mooney tell a slightly more elaborate version involving “Marge” and her daughter, presumably set in the United States, in their anthology The Exploding Toilet (see bibliography). Appropriately, each story in their book is followed by a small drawing of a roll of toilet paper hanging from its holder.

Fan Death
A belief rampant in South Korea—supported only by anecdotal evidence, rumors, and word-of-mouth stories (some circulated by e-mail)—holds that sleeping in a room with windows closed and an electric fan running will cause death. The notion of Fan Death continues among immigrant
South Koreans, as a 2008 article in the Toronto Star demonstrated. An instructor in an English as a Second Language class (ESL) encountered it in this way, while conducting her class during the winter in a sweltering classroom in an older building at the University of New Brunswick: “We couldn’t open the windows because it was freezing rain,” she said. So I told the class, “Tomorrow we’ll have to remember to bring a fan.” Her comment upset a Korean student, immediately distressed at the
prospect of an electric fan running in a room with closed windows. “The student told us that if you are in a sealed room with an electric fan, it will lower your body temperature and you will die,” [the instructor] said. “It was so weird to see someone so convinced of something that everyone else in the room thought was so ludicrous. Another person said she slept with the fan on all the time and (the upset student) said, ‘Well, you are very lucky to be alive.’ ”

Other explanations of the supposed danger of Fan Death are that the moving air causes a body to lose water and leads to hypothermia, that a fan causes a vortex that sucks oxygen from the room; that the fan chops up oxygen molecules, rendering the air unbreathable; and that the fan uses up oxygen, leaving a fatal level of carbon dioxide. Fan Death hysteria is further encouraged in South Korea by reports in the media and even by government statistics showing supposed fatalities caused by sleeping with a fan running. Electric fans sold in South Korea are equipped with timer switches.

The Fart in the Dark
This is a story of the general “Surpriser Surprised” type (and “The Nude Surprise Party” subtype) in which a person is embarrassed by his or her shocking behavior in the presence of others who have been brought together to surprise the victim. The surprisers are themselves surprised, in this instance by the victim’s indiscreet breaking of wind (expelling gas from the intestine). The story is told in the United States and England (and perhaps elsewhere) as both a legend and a joke, as well as being distributed in the form of a piece of Xeroxlore titled “The Gastronomical Bean Story.” A person has a great fondness for baked beans but has to give them up because of their effect—causing severe attacks of intestinal gas. Unluckily, the bean-lover indulges himself/herself in a large serving of beans on his or her birthday. The gas has built up alarmingly when the person’s spouse (or girlfriend, boyfriend, roommate, etc.) announces a surprise.

The bean-lover is left alone blindfolded in an empty room to await the surprise. Unable to hold it any longer, he or she breaks wind loudly and repeatedly. Then the party planner returns and removes the blindfold, revealing a roomful of friends gathered to celebrate the birthday. A literary treatment of the story appeared in Carson McCullers’s 1940 book The Heart Is a Lonely Hunter, and a short film titled The Date dramatized the story in 1997. Another version of “The Fart in the Dark” describes a young woman’s flatulence overheard by a double-dating couple seated in the rear of a car but unobserved by the victim when she is let into the front seat.

Fast Food
Fast-food franchise restaurants selling mainly hamburgers, pizza, Mexican food, and related side dishes are often the targets of negative rumors and legends, particularly those that claim serious contamination of the foods. Likely there is some element of guilt involved in circulating such lore, as people realize that fast foods offer speed, low cost, and efficiency at the expense of a balanced diet and wholesome food prepared at home from fresh ingredients.

Some typical contaminants described as having invaded fast foods are worms, pet food, meats considered inedible for most humans (e.g., cats, dogs, horses, kangaroos), and body substances (semen, pus, blood, urine). Such stories are told about named companies, indeed, even about specific
local franchises, and the stories tend to gravitate toward the largest companies (the so-called Goliath effect) and to switch from company to company. Actually, most fast-food restaurants are probably operated in a more consistent and hygienic manner than are many small individual Mom-and-Pop eateries. Besides contamination, fast-food stories may claim that companies are owned by unsavory conspirators or that a portion of their enormous profits are diverted to support evil ends.

The Fatal Boot
A legacy of the American frontier, this tall tale continues to have some currency as a modern legend. A man is struck by a rattlesnake whose fangs penetrate his boot and kill him. Unnoticed by anyone, one fang breaks off in the boot, and two successive generations of men in the family wear the same boot and are killed by dried venom remaining on the fang. Finally, someone inspects the boot closely and discovers what has happened. The boot in the story may be that of a cowboy, rancher, logger, hiker, hunter, and so on. In an updated version, a rattlesnake’s fang is broken off in a rancher’s truck tire, killing a mechanic who changes the tire. Although thoroughly discredited by herpetologists, this rattler story (among others) has persisted since the late eighteenth century. In the 1960s, a roadside tourist attraction in Florida displayed a shoe with the fatal-boot story attributed to it, and probably other such places have exploited the same tale.

A report from a legend-debunking article in a 1910 magazine seems to refer to a close relative of “The Fatal Boot” in another American story. Samuel Hopkins Adams, thoroughly skeptical of such yarns, wrote: Under the heading “Fatal Spider Bite” there is a considerable and interesting newspaper bibliography. The details do not analyze well. . . . The instance of a young woman in an Eastern state is significant. Thrusting her foot into an old slipper, she felt a sharp jab upon the point of her index digit. Upon hasty removal of the footgear, she saw, or supposed she saw, a large and ferocious spider dart forth. This, to her mind, was evidence both conclusive and damning. Seizing upon the carving knife, she promptly cut off her perfectly good toe, bound up the wound, and sent for the doctor, thereby blossoming out in next day’s print as a “Heroine who had Saved her own life by her Marvelous Presence of Mind.” The thoughtful will wonder, however, whether the lady wouldn’t have got at the real root of the matter by cutting off her head.

Ernest W. Baughman indexed two strains of the frontier tale. Motif B765.19(a) The fang in the boot kills wearers in succession showed up as a believed legend throughout the East and Midwest, while Motif X1321.4.10*, Detached snake fang kills person long after the snake is killed, had similar distribution more as a humorous tall tale than a belief legend. (Each of these motifs has several variant forms also indexed by Baughman.) However, “The Fatal Boot” has an even wider range of connections, beyond American folklore. Thompson’s Motif N335.4, Accidental death from flying splinter of bone, a motif recorded at the time only from Africa, seems to echo the snake-fang story with a sharp piece of bone substituting for the fang. The possible connection between the two stories is further suggested by this Japanese legend, “The Hunting Dog’s Revenge,” translated from a 1928 source:

A hunter who lived near here had a hunting dog for years, but gradually the dog got so old, lame, and tired that he couldn’t do what his master wanted. So the hunter got angry at the dog. But the dog growled so that the man knew he would get bitten if he tried to push it too hard. So he decided to kill his dog. He took him way back into the mountains and shot him with his hunting rifle and left him there. About three years later, though, he got curious about what had happened to his dog’s carcass, so he went back up to the place where he had shot it. To his amazement, he found the dog sitting up there, but as just a skeleton, as if he were looking at his master. This annoyed that hunter so much that he kicked the skeleton aside, and it fell over in a heap. But with this kick, a small sharp bone was driven into the hunter’s leg, where it pained him and caused such a bad infection that finally he died from it.

The Fatal Cleaning Lady
The following story of a supposed series of bizarre and mysterious deaths in a South African hospital circulated worldwide on the Internet: Cleaner polishes off patient “For several months, our nurses have been baffled to find a dead patient in the same bed every Friday morning,” a spokeswoman for the Pelonomi Hospital (Free State, South Africa) told reporters. “There was no apparent cause for any of the deaths, and extensive checks on the air conditioning system, and a search for possible bacterial infection, failed to reveal any clues.” However, further inquiries have now revealed the cause of these deaths. It seems that every Friday morning a cleaner would enter the ward, remove the plug that powered the patient’s life support system, plug her floor polisher into the vacant socket, then go about her business. When she had finished her chores, she would plug the life support machine back in and leave, unaware that the patient was now dead. She could not, after all, hear the screams and eventual death rattle over the whirring of her polisher. “We are sorry, and have sent a strong letter to the cleaner in question. Further, the Free State Health and Welfare Department is arranging for
an electrician to fit an extra socket, so there should be no repetition of this incident. The enquiry is now closed.”

Arthur Goldstuck, Johannesburg journalist and urban-legend researcher, looked into the story, comparing press accounts of the supposed incident and interviewing writers who had worked on them. He demonstrated how the highly suspicious and poorly documented story originally published in an Afrikaans-language newspaper had been magnified and standardized by other publications, then began circulating on the Internet, becoming, as Goldstuck termed it, “South Africa’s . . . most famous urban legend of the 1990s, as far as the rest of the world was concerned.”

The Fatal Golf Tee
An avid golfer plays the game frequently and is in the habit of putting his tee into his mouth after his first shot and keeping it there during the whole game. Eventually he dies from pesticides that were transferred from the golf course’s grass via the tees to his body. Fairways and greens heavily treated with chemicals have, indeed, been the cause of illness and even occasionally death among golfers,
particularly professionals who play often and long. But there are no verifiable reports of this contamination coming specifically from a tee carried in someone’s mouth.

The Fatal Initiation
A legend of modern college life is based on the traditional narrative motif (N384) of someone’s death resulting from severe fright. As part of his initiation into a fraternity, a young man is blindfolded, then made to believe that he has been cut and is bleeding or has been branded with a red-hot iron. (Actually, although he is shown a knife or the branding iron in advance, after he has been blindfolded, he is touched only with a piece of ice.) The initiate dies from the shock. In a variation, the fraternity
pledge is led to a high cliff, blindfolded, then told he will be pushed over the edge. Although he is merely pushed over a drop of two feet, he dies from shock as he stumbles and falls. The appeal of this horror legend in colleges during the 1940s diminished as some fraternity initiations actually did lead to deaths in later years, usually as a result of binge drinking. A story reported by Elizabeth Tucker from Alfred University in Alfred, New York, was told in 2003 as an explanation for why Greek organizations were banned on that campus: Like many other fraternities at other schools there is one night where the pledges get blindfolded in a car and are dropped off in an unknown location without phones, money, credit cards, or other means of help and are expected to find their way home somehow. [Only 13 of the 14 pledges return. When the others go back to search for their missing companion, they find only] . . . a red bandana from the blindfolded car ride.

FBI Stories
There may be a larger genre of legends about the major U.S. government law enforcement agency, but so far only two FBI stories have been noted by folklorists. “The New Identity” claims that after the FBI furnished aMafia informer with a completely new identity—name, invented background, plastic surgery, a new profession, and so on—no sooner had they moved him into his new home than the man received a fund-raising letter from the alumni association of his alma mater. It was addressed to his original name. “Watch the Margins” claims that J. Edgar Hoover, the longtime director of the FBI, enforced strict guidelines for the length of memos and the widths of top and bottom margins. Once when an agent’s report had margins that were too narrow, the director wrote on it, “Watch the
borders!” Immediately a horde of extra agents was assigned to the American borders with Canada and Mexico.

Fear of Frying
Horror stories told of people trapped by their seat belts in burning cars after an accident, unable to get free, who suffer a terrible death. People use such stories as a rationale for not buckling up when they drive or ride—not a good idea, according to auto safety experts. One such pro commented “This myth of being trapped in a burning car remains, yet no scientific study has ever shown this to be true . . . A person wearing a seat belt and involved in a fiery crash is more likely to be conscious and
able to escape than someone not wearing a seat belt.” For those who still fear frying in a car wreck, there is a device sold under the name “Life

Fifi Spills the Paint
Professional painters know this ploy—and some may actually have practiced it—as a way to place the blame for a spillage on the customer’s pet: A painter working inside an expensive home happens to tip an open can of paint onto a valuable rug or a beautiful parquet floor. He grabs the customer’s yappy little toy poodle, sticks the dog’s feet into the mess, and exclaims, “Fifi! Bad Dog! Look what you’ve done!” The story has been told among trial lawyers to illustrate (as one lawyer put it) “how seductive yet weak circumstantial evidence can be.” A variation on this story illustrating the same point has young boys or girls put the blame for eating some forbidden food onto the family pet.

5 CREEPIEST URBAN LEGENDS
10 CREEPY URBAN LEGENDS FROM AROUND THE WORLD
10 URBAN LEGENDS THAT INSPIRED REAL CRIMES

Re: อ่านการ์ตูนออนไลน์
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: กันยายน 18, 2019, 01:01:49 AM »
TOP 15 SCARY CURSED OBJECTS THAT STILL EXIST
15. “Elmo Goes Insane”: “Kill James”
That’s what a talking Elmo doll began to say at random one day in Lithia, Florida. The mother was changing the batteries for her toddler’s toy when she noticed that it was saying her son’s name and instructing him to die. The “Elmo Knows Your Name” doll is supposed to plug into the computer, learn your child’s name and say “hi”.

It is definitely not supposed to learn the urge to kill. Fisher Price manufactures the dolls, and they can offer no explanation as to why this one Elmo doll is bent on wanting to kill James. They asked the family to return the doll so that it can be studied and better understood. By this point, young James had begun to repeat the phrase himself.

14. “Apologizing to Australia
Ayers Rock is a famous natural landmark in Australia that brings in 250 thousand visitors from around the world each year. It is also home to the native Aboriginal population, otherwise known as bushmen. Unfortunately, a lot of people want to disrespect the sacred site by taking a piece of rock back home with them. And when I say “unfortunately”, I mean for the tourists, and not for the local tribes. That’s because every year hundreds of apologetic tourists mail their stolen rock fragments back to Australia.

As their letters show, a large portion of them say they have been cursed with bad luck ever since they brought the souvenir back. Complaints of family deaths, divorces, and illnesses are the top three common side effects of removing the rocks from their natural habitat. By mailing the rocks back, cursed tourists hope they can reverse the damage that they have so foolishly brought upon themselves. Even though the natives tell them not to take the rocks in the first place, tourists have been ignoring them since the 1970s. Some people just have to learn the hard way.

13. “Curse of the Irish
Australia is not the only place with cursed rocks. The Blarney Stone in Ireland is known to bring good luck to anyone who kisses it, but this logic does not apply to the rest of the castle. If you want to take a piece of the Blarney Castle home with you, you’ll get a curse instead. Much like Ayers Rock, regretful tourists often mail their stolen stone fragments back to Ireland with letters of apology explaining how they have been cursed.

One of these people is Linda Kelly from South Carolina. She explains that she bought a rock from Blarney Castle at a yard sale for $1. Its previous owner was a priest who had died alone and in misery. When she took the rock home, her life changed immediately, and not for the better. First, Kelly felt extremely depressed for no explainable reason at all. She also had employment problems right away even though she was usually excellent at her job.

Soon she started hanging around the house all the time and could not seem to even move. When she received a huge late notice in the mail for a bill she knew that she had already paid, she decided to mail the stolen piece of the Blarney Castle back to Ireland. She started to feel better right away and knew she made the right decision. Otherwise, Kelly was sure that she would have ended up like the unlucky priest before her.

12. “The Worst Phone Number in the World
While this one is technically not a physical object, it is still cursed and brings bad luck to all who come across it. I’m talking about a mobile phone number that is so dangerous, nobody in the world will accept it. That’s because every single person who has been given this phone number (0888-888-888) has died. Vladimir Grashnov was the first to go in 2001.

This CEO of a Bulgarian company called Mobitel died of cancer when he was only 48. Next was a Bulgarian crime mafia boss named Konstantin Dimitrov . He was given the cursed phone number and killed by a hitman at a restaurant soon after. A cocaine drug lord named Konstantin Dishliev got the number next. He was shot outside of a restaurant immediately after. Police suspended the number for a bit to investigate, but the Bulgarian phone company decided to pull the number for good. It’s out of service for everyone’s safety.

11. “Cursed in China
In 1974, a team of seven peasant farmers came across a priceless discovery in their small village of Yang. As they were working the earth, one of them spotted a tiny head sticking out of the ground. They could tell the object was extremely old and were afraid to touch it at first, but one of them wanted cigarette money so he broke a piece of it off to take back to town. That is where their troubles began.

The farmers told others about what they had found, and soon archaeologists came from all over to dig the relics out. In total, over 8 thousand miniature figures were recovered. These figures were made out of a clay-like substance called terracotta . This was a complete replica of the ancient Chinese army, and these figurines had been buried with the First Emperor of China to protect him in the afterlife.

They were more than 2 thousand years old and extremely valuable, but also quite cursed. The 7 peasants who found the terracotta army suffered horribly. Instead of making any money, their farmland was taken from them by the  government and their homes were destroyed to make room for government gift shops and museum exhibits. Some of the peasants died at an early age, and the rest of them now sign books in the museum for next to no pay. Almost all of their village believes that this is payback for disturbing the great Emperor’s cursed army.

10. “Robert’s in the Attic
If you have ever watched Chucky from the Child’s Play movies, then you should know about the actual doll that inspired him. This doll is named Robert, and instead of wearing overall suspenders and having long red hair, this doll sports a creepy sailor suit, black eyes and holes all over its face. The doll’s original owner was a young boy who was also named Robert, but went by the named of Gene instead because Eugene was his middle name.

Many people believe that the sailor suit Robert wears is a real one that Gene himself used to wear. Gene loved the doll so much that he absolutely refused to part with it even after becoming an adult. Instead, the doll went with him everywhere until he died in 1974. A woman named Myrtle Reuter soon bought the property and found  Robert the doll still inside. Her 10-year-old daughter remembers that the doll was alive and she believes to this day that he constantly plotted to kill her.

She and other visitors recall hearing footsteps in the attic where Robert stayed along with giggling. He would also move to different areas of the house on his own. By 1994, Myrtle decided she had enough and donated Robert to a museum. You can view him in Key West, Florida for yourself if you ever feel like you need a new friend.

9. “King Tut Hates Your Pets
King Tut was an Egyptian ruler who died at the age of 19. Although he did relatively little during his nine years as  Pharaoh, his cursed tomb has  made him immensely famous years after death. Here’s what happened. British explorers seem to love sticking their noses in the most haunted places in the world, and in 1891 Howard Carter figured he would continue the trend. He went to Egypt and poked around there for almost three decades until he finally came across Tut’s tomb in the early 1920s.

You would think that they opened the coffin and there Tut was, but that’s not exactly what happened. First, they opened the coffin and found a smaller coffin inside. Inside of that was an even smaller coffin, and inside of that was a third coffin that was made of gold. King Tut was inside. Lord Carnarvon accompanied Howard to the tomb and was responsible for funding the excavation.

All of his pets died and he himself died of a mosquito bite shortly thereafter. The technician who x-rayed King Tut died, a wealthy visitor who wanted to see the tomb died, and another member of Howard’s team is thought to have somehow died of arsenic poisoning. Howard himself did not die, but it is said that a cobra ate his pet canary on the same day that he found the tomb.

8.“Donna’s Doll
Donna was turning 28 years old and going to school as a nursing student in the year 1970. Her mother got her a Raggedy Ann Doll to keep her company while she was away at college. It would soon prove to become the worst gift she had ever received. Donna and her roommate would come home to find the doll in different positions all around the house.

Sometimes its arms were folded and other times it was found learning against a chair. Sometimes the Raggedy Ann Doll would even be kneeling. If you’ve ever seen a Raggedy Ann Doll before, you’d know that it was impossible for Donna to put the doll in a kneeling position without it falling over, so they really had no idea what to make of this. Things only continued to get worse.

Somebody started leaving short messages around the house that said things like “Help us”. Her roommate’s fianc? claimed to have been attacked by the doll on two separate occasions. When Donna came home to find spots of blood on the doll’s hand and chest, she contacted a paranormal investigation team for answers. The two investigators, named Ed and Lorraine Warren, determined that the spirit of a young girl named Annabelle Higgins was to blame.

She had been killed and her body had been found in the exact same area where Donna now lived, except it was just a bare field back. Donna and her roommate gave Annabelle permission to live inside of the doll, and they gave it to the Warrens for safekeeping. The doll possessed by Annabelle is now in a paranormal museum owned by the Warrens, and she is still causing trouble.

According to them, one visitor in particular would not stop mocking Annabelle. He challenged her to bring him harm and she accepted. According to the Warrens, on his way home, the man hit a tree while riding his motorcycle and did not survive.

7. “The Salty Ghost
There’s a haunted mansion in Newport, Rhode Island with two very haunted chairs. The Belcourt mansion was built in 1894 by Oliver Belcourt, who was just basically some rich guy who wanted a place to show off his huge collection of medieval stuff. Unfortunately, when you put a ton of old armor, books, and other antiques under the same roof, you sometimes wind up with a completely haunted estate.

That’s exactly what happened, and the place is now home to two old haunted salt chairs. If you are wondering what a salt chair is, it’s basically a chair that was made especially for the person who was sitting closest to the salt during meals. Salt used to be a precious resource a long time ago, and so sitting by the salt was a big enough deal that you got a special chair for it.

Apparently, whoever was in charge of the salt back then still lingers around the chairs to this day, and they don’t want to give up their position as head of the table. Visitors who sit in either the two salt chairs reportedly feel anxious, ill, or even like they are being electrocuted. One of the chairs even shot out a bolt of lightning in front of 70 witnesses, the mansion’s owner says.

Another time, a person was launched 6 feet across the room when they tried to sit down. Oftentimes, visitors who are brave enough to take a seat say that it feels like there is already somebody sitting there. There’s also a haunted helmet that screams on its own and a fixed mirror that casts a moving reflection, but we like the ghost who throws people on the floor most.

6. “The Iceman Cometh
Otzi is the name of a prehistoric caveman who was preserved by the cold climate of the Italian Alps. Many scientists believe he was a shepherd who was murdered by other cavemen for his animal herd, which could be why his very body itself appears to be cursed and out for revenge. For whatever reason, he just can’t seem to stop killing almost everyone who disturbs him.

Otzi was discovered in 1991 by two German tourists. One of the tourists, a man named Helmut Simon, would later die in almost the exact same spot he made the discovery at years later in 2004. He fell to his death during a freak blizzard that no one had seen coming. He is far from alone.

The person in charge of the rescue team for Helmut seemed to be punished for interfering. He died of an unexpected heart attack by age 45 – just one hour after Helmut’s funeral. Otzi is believed to have claimed many other lives through accidents and mysterious illnesses. The first archaeologist who ever looked at Otzi died.

The head of the forensic team that examined Otzi died as well. The mountain climber who brought the forensic team to Otzi died. And as for the man who filmed Otzi while he was being removed from his grave . . . he lived. Just kidding. He died of brain cancer. Don’t mess with Otzi.

5. “The Hot Seat
Daniel Awety was a 17th century English crook who liked to make counterfeit coins for a dishonest living. His illegal operation was going well until his partner in crime, a man named Thomas Busby, fell in love with his beautiful daughter, Elizabeth. This caused a riff to form between the two men, and in 1702, Thomas beat Daniel to death with the very same hammer that Daniel used to forge fake coins. Thomas was sentenced to death for his crime.

On his way to be hung, he asked to stop at the local pub for a drink. While sitting in his favorite chair, Thomas announces that this seat is officially cursed, and anyone who sits in it from this day forward will die most unpleasantly. People might have laughed it off at the time, but it seems that Thomas was not playing around. Local townsfolk say that Thomas’s curse has claimed the lives of 63 people since then, but only a small portion of them have been officially documented.

In 1967, two pilots from the Royal Air Force each sat in the chair, and they both died in a fatal car crash that same night. Years later, a brave mason decided to tempt fate and take a seat, and he, too, fell to his death that very afternoon. Other instances include a roofer who had a roof collapse from under him, a cleaning lady who soon died of a mysterious brain tumor, and a delivery man who died in a car crash just within one hour of sitting in the cursed chair. The chair is now suspended high up on a wall in a museum . . . just so nobody sits on Thomas’s favorite chair and activates Thomas’s favorite curse.

4. “The ‘Little Bastard’”
James Dean was a 1950s actor who was basically seen by many as the coolest person on earth at the time. His favorite car, however, is almost equally as famous as he was, but for completely different reasons. James Dean’s souped-up Porsche 550 Spyder was nicknamed “Little Bastard” because it looked like one mean car on the road. But even when it was off the road, it was still trouble.

When James Dean had the car in the shop to get it upgraded, for example, the car jumped off the trailer and broke the mechanic’s leg. One day Alec Guinness , who is the same guy that played Obi-Wan in the Star Wars movies, was hanging out with James Dean. He told Dean that he would be dead in that car within a week. Sure enough, Dean wrecked seven days later in a fatal accident.

But his car wasn’t through with humanity yet. The same mechanic who had his leg crushed later sold some of the parts from James Dean’s car. He sold the engine and drivetrain to two racecar drivers, and they each had two separate accidents in the same race. One overturned their vehicle and seriously injured themselves. The other hit a tree and died.

Both of “Little Bastard’s” tires were sold too, and they both blew out at the exact same time, nearly costing the driver their life. Then thieves broke into the mechanic’s garage one day to try and steal car parts. When they came across Dean’s car, they both seriously injured themselves. One managed to rip their arm wide open.

3. “No Hope for You”
The Hope Diamond is a huge 44-carat gemstone that was found in a seventeenth century mineshaft in India. According to legend, it was stolen from a group of priests who went on to put a curse on it to get their revenge. Ever since then, anyone who possesses the diamond, from historic figures of royalty to simple mailmen, has experienced great misfortune.

King Louis the 14th bought the gemstone and soon died of gangrene. All of his biological children also died except for one. One of his assistants wore the Hope Diamond for a special event. A little while later this assistant was exiled from the country. Louie the 16th was given the Hope Diamond and he supposedly let his wife wear it. She was the Queen of France, Marie Antoinette, who would later have her head chopped off during the French Revolution.

The list of people who died or were injured while owning the Hope Diamond goes on and on. A Dutch jeweler was killed by his son, a Greek dealer drove off a cliff and killed himself and his entire family, a rich woman had her entire family die off one by one, and even the poor deliveryman wasn’t spared. In 1958, James Todd dropped the Hope Diamond off at the Smithsonian Museum. By 1959, he had gotten into two different car accidents. One crushed his leg, and the other gave him a head injury. His wife died, his dog died, and half his house burned down.

10 CURSED OBJECTS AROUND THE WORLD SCIENCE CAN'T EXPLAIN


Re: อ่านการ์ตูนออนไลน์
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: กันยายน 18, 2019, 01:02:07 AM »
TOP 15 MOVIE SETS BELIEVED TO BE CURSED
15. The Ghost of Goodnight Lane
Alin Bijan is a famous filmmaker whose career comes from humble paranormal origins. As such, he is probably one of the few directors that has been directly inspired by ghosts. Twenty-three years ago Alin bought two buildings and converted them into a single movie studio. An old ranch once stood on the property in the late 1800s, where no less than five people are rumored to have died.

When Alin started to hear shuffling noises around corners and in closets, he soon concluded that he wasn’t working alone. Coworkers began to vouch for him, saying that they saw heavy filming equipment move on its own, as well as phantasmal visions of a strange figure. One of his colleagues said they felt an invisible hand harshly slap them in the face. Visitors started to experience the same unexplainable sightings, and a team of paranormal investigators soon verified that the studio was indeed haunted a short time later.

While a paranormal presence would be enough to send most directors packing, Alin found inspiration from the ordeal instead. He decided to write a script about a ghost haunting a movie set. He called the script “The Ghost of Goodnight Lane”, and he decided to use his real haunted studio as a set. Sure enough, the stars of the film all started to experience paranormal encounters of their own.

Lights would go on and off when no one was around, and ceiling fixtures would fall from the ceiling. It wasn’t uncommon for distant voices to call them by first name. Although this was all very disturbing, nothing too dangerous happened (unlike the other movies on this list). This could be because Lacey Chabert [“Sha-bear”] (from “Mean Girls”) says that she made a friendly pact with the spirits early on.

14. Three Men and a Baby
Ted Danson’s 1987 comedy Three Men and a Baby was supposed to be a classic feel-good movie, but people weren’t laughing after a ghost made a cameo. In one scene, two characters walk into the room to look at a baby. As they pick him up and start to walk away, you can catch a glimpse of something that was clearly unscripted. In the background is what appears to be a young boy staring through a crack in the door. The figure is not smiling at all as he looks straight into the camera. Touchstone Pictures has since explained the ghost as nothing more than a cardboard cutout that was used in a deleted scene. However, not everyone is convinced. When you compare a still frame of the cardboard cutout with that of the ghost, there are enough discrepancies that the rumor continues to live on. Take a closer look. Do you think these two images look alike? Ghost, or no ghost?

13. “The Ring
Most people will agree that this movie is creepy enough in its own right, but what if I showed you a little something extra in the background that you might not have noticed the first time around? The scary surprise happens during a scene where the father is picking his son off the kitchen floor. Pay close attention to the window in the center of the background. You should see what I’m talking about as soon as the window comes into focus. A haunting silhouette silently leans into the window sill from the left.

The shadowy figure seems to casually regard the camera for a brief moment. As the actors approach, it slowly leans out of sight. This clip, originally shown on a Japanese paranormal television show, has since become the center of much debate. While some people say that it looks like a stagehand who forgot to get out of the way, others say that the figure looks like a ghost. Could this set be cursed? If the YouTube description for this video is to be believed, then even the producers could not come up with a proper explanation.

12. “The Wizard of Oz”
This timeless classic is also timelessly cursed. There were so many accidents on set that the film has since earned itself quite a reputation in the following years. It didn’t take very long for things to go wrong. Just nine days after production had started, Buddy Ebsen, the actor who played the tin man, found himself gasping in the hospital. The aluminum powder that the makeup team had coated his face with now coated the inside of his lungs instead. He had inhaled too much of it. His skin turned blue and he could barely breathe, but he survived.

An actor named Jack Haley soon replaced him, but he suffered an eye infection from the makeup. Meanwhile, the Wicked Witch was nearly killed after a special effects mistake left her covered in flames. This pushed production back for another two weeks as she slowly recovered. Even the animals weren’t spared from the set’s wretched curse. The flying monkeys reportedly fell from their wires quite often. At one point, somebody even stepped on Toto [“Toe-toe”] and broke the poor dog’s paw. With all of this bad luck and turmoil, it should come as no surprise to learn that the production company was not exactly eager to make a sequel. Simply put, nobody was brave enough to see what would happen if they tried to film a second time.

11. “The Matrix”
For such an iconic movie as “The Matrix”, the series itself surely has been riddled with bad luck. As much as the fans would like to see another installment, it seems a curse has brought the series to a halt. It all started after shortly after a sequel was in the works. The pop singer Aaliyah [“Ah-lee-yah”] agreed to play the part of Zee, but a freak plane crash suddenly ended her life in 2001. Her death was the first of many. Just two months later, Gloria Foster, who played the Oracle in the first movie, died of diabetes-related complications in the middle of filming the sequel. Around this time, Keanu [“Key-ah-new”] Reeves’ sister was diagnosed with cancer, which she still struggles with to this day.

As if all of this tragedy weren’t enough, Keanu Reeves’ girlfriend had a stillbirth on Christmas Eve of all days. She was killed just four months later in a car accident after leaving a party in L.A. While all of this was going on, multiple special effects companies, all of whom had  worked on the first movie, suddenly went under. Their crucial contracts were now void, and now the new companies all wanted a ridiculously large amount of money.

According to one rumor, Keanu had to give a portions of his earnings just to fund production. Speaking of Keanu, when he and Carrie-Anne Moss (the actress who plays Trinity) were training for fight scenes, they both came down with painful injuries on the same day. Carrie-Anne Moss bruised her knees so badly that she had to walk on crutches for over a month. Keanu, in the meantime, hurt his ankle badly enough that it had to be X-rayed for a possible break. He was put into a cast and filming was delayed even further. A motorcycle accident also reportedly ruptured his spleen and broke his ribs.

10. “The Possession”
Steeped in Jewish folklore, this horror movie examines a haunted box that spreads evil wherever it goes. As it turns out, the very subject matter itself was evil enough to curse the entire set. The cursed box is known for destroying lights, and director Ole Bornedal [“Ol” “Bor-ned-dal”] said that a neon light exploded overhead . . . while unplugged. Actor Jeffrey Dean Morgan remembers lots of other lightbulbs exploding on the set as well. The set destruction does not appear to be limited to mere lightbulbs. Just 5 days after filming the movie, the storage house containing all of the props mysteriously burned down.

No items from the movie survived. The cause of the blaze has never been determined, but if you ask the cast and crew, they will tell you it was angry ghosts. On a related note, a good portion of the movie was filmed in the Riverview Hospital, an old psychiatric ward in British Columbia that is notoriously haunted. One YouTuber claims to have worked there as a janitor, and he says that he often heard cackling laughter and whispers coming from a long hallway on the top floor. The hospital is also connected by a large network of underground tunnels that are reportedly equally haunted as well.

9. “The Conjuring
Based on a true story, this movie is about a supernatural presence that makes itself known after a family moves into an old farmhouse in the country. Apparently, whatever was haunting the poor family moved onto the set shortly after they began filming. This could be because because the Perron [“Pear-ron”] family often visited the set to see how things were coming along. Being the same family who was originally haunted by the ghost in the 1970s, they very well may have brought the spirit with them.

One day, a strange gust of wind passed through the set. It ruffled only the Perron family, nobody else – not even the nearby trees. Only one member of the Perron family was too afraid to visit the set, and her name was Carolyn. As the wind passed over her family, Carolyn fell to the ground hard enough to require hospitalization. Even though she was in a different state, she said that she felt a dark presence around her before the fall. Shortly after this occurrence, bad luck started plaguing cast and crew alike. A freak fire forced everyone out of their hotel, an eerie static would tie up phonelines whenever the screenwriters had to discuss something important, and the director’s dog started barking and following invisible figures as they moved from room to room.

Then there were the claw marks. When actress Vera Farmiga was researching the story, she said that no less than 5 claw marks slashed across her computer screen from the inside. She quickly closed her laptop, threw a panicky fit, and then bravely turned it back on. The marks were gone. Later, when they were done filming, she said that she looked down and saw the exact same claw marks again, this time on her inner thigh. With all of these strange happenings, it’s no wonder that Warner Brothers hired priests to bless people after watching the movie in theatres. Some people have even claimed to have been haunted themselves after even a single viewing, so watch at your own risk.

8. “Amityville Horror Remake
This remake of the 1979 horror classic was released in 2005 to a lukewarm reception. In reality, what was happening behind the scenes was just as scary as anything that they put up on the big screen. Three creepy occurrences in particular come to mind. While filming at a boathouse, real police detectives entered the set and started to question people, seemingly at random. All they would say was that a dead body was discovered nearby. Some reports say the dead body washed ashore, but according to one interview with actress Melissa George, the body simply, quote, “floated to the surface”, unquote. Ryan Reynolds plays the male lead, and he began to take on some strange traits soon after filming began.

For example, the ghosts in the movie would always strike at 3:15 in the morning. Sure enough, he would find himself waking up at 3:15 a.m. each and every night. You might think that this is merely the power of suggestion in effect, that he was playing a character who would wake up at a certain time every night and soon began to do it himself in real life. In one interview, Ryan admits that it wasn’t just him waking up at 3:15 in the morning, but a large number of the crew, too. If you still suspect this is all merely coincidence, then here is another strange one that is hard to deny. Kathy Lutz [“Luts”] is the woman who actually lived in the haunted house that the movie is based on. She died within the first week of filming. She was only in her 50s when she passed.

7. “The Innkeepers”
Director Ti [“Tie”] West was shooting a movie called “The House of the Devil” when he and his crew crashed at a random hotel that the locals thought extremely haunted. During Ti’s stay, doors would close by themselves, the television would turn off and on, lights would burn out, and the crew would have strange dreams every night. So what did Ti do? Make a movie about it, of course. “The Innkeepers” is not only about a haunted hotel, it actually uses the haunted hotel for its set.

As such, strange disturbances happened almost every night while filming. At least one actor was almost too scared to continue, but as Ti puts it, “I have enough things bothering me, so a ghost’s not going to be my problem”. He pushed on and completed filming despite the ghostly activity. He continues to spread the hotel’s through his work to this day.

6. “Twilight Zone”
This movie adaptation of the popular television series is widely regarded as an 80s horror classic. Yet for such a popular movie, not many people are aware that the set was quite cursed, or that three actors gave their very lives. It was early morning in July of 1982, the last day of filming. For this scene, an actor named Vic Morrow and two child actors were supposed run away from an attack chopper during the Vietnam War.

The only problem was that the special effects were much more powerful than anyone had anticipated, and these fake explosions caused a very real disaster. The pilot was hovering only 25 feet above the three of them when the pyrotechnics popped off too closely and made him lose control. The helicopter spiraled towards Vic, who was clutching onto the two kids as he treaded water. It was a direct hit.

One of the boys was crushed instantly. The other child – along with Vic – were decapitated by the blades in full view of everyone. After this tragic event, the “Twilight Zone” curse latched onto John Landis [“Land-dis”] next. As the film’s director, he was held personally responsible for their 3 wrongful deaths, and he was charged with involuntary manslaughter. If convicted, he could have faced 6 years in prison. It was the first time a director had ever been charged for a decision made on set.

The lawsuit was ultimately settled out of court, but not without dragging on for years and costing him millions. His career was also severely damaged as well. First, he had to reject an offer to direct Dick Tracy so that he could focus on his trial, and second, hardly anyone trusted him with directing movies anymore. Aside from directing Michael Jackson’s Thriller music video the same year as “Twilight Zone”, he hasn’t done much worth noting since.

5. “The Crow”
You might have heard this one before, but you probably haven’t heard the whole story. Allow me to fill you in on all the gory details. Problems plagued the set of “The Crow” from literally day one. As soon as production started, a carpenter was severely burned all over when the crane he was standing on struck a powerline. Shortly after, a different crew member slipped and put the sharp end of a screwdriver straight through his hand. Strange as these two mishaps may be, they are just the beginning. A sculptor who had helped design set props was upset about the way something was being handled, so they drove their car straight through the studio as revenge.

Meanwhile, a publicist managed to get themselves in a separate car accident and was  injured. Yet another car caught fire on the set for seemingly no reason. All of this occurred between heavy rains that further damaged the set. The worst tragedy happened to Brandon Lee, star of “The Crow”. He was killed after a prop gun accidentally fired a small piece of bullet casing directly into his spine. The fatal wound oozed blood as on-hand emergency technicians began CPR. He died in the hospital about 12 hours later. Here’s the twist. Many people already know that Brandon Lee’s father was none other than martial arts master Bruce Lee himself.

However, not as many people know that Bruce Lee bought a house in Hong Kong that was legendarily haunted. Strange demons inside of the house were said to curse not only him, but also the next three generations of his family. With this in mind, it seems that the family curse followed Brandon Lee onto the set that year when production for “The Crow” began. It also apparently branched out to affect many of the crew, too.  Had he known that the curse would have caused so much damage, Bruce Lee would have almost undoubtedly chosen somewhere else to live.

TOP 15 HORROR MOVIES INSPIRED BY REAL PEOPLE

10 CURSED OBJECTS AROUND THE WORLD SCIENCE CAN'T EXPLAIN

10 MYSTERIOUS PHOTOS AROUND THE WORLD THAT CANNOT BE EXPLAINED

18 BONE CHILLING URBAN LEGENDS FROM AROUND THE WORLD

10 CREEPY URBAN LEGENDS FROM AROUND THE WORLD


Re: อ่านการ์ตูนออนไลน์
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: กันยายน 18, 2019, 01:02:30 AM »
ขายการ์ตูน pdf ออนไลน์ รวมการ์ตูนโรแมนติก 40 เล่ม
ราคา 400 บาท อ่านกันยาวๆจุใจ

ติดต่อ อีเมล richyamazon@gmail.com
ไลน์ ไอดี fattycatty



















DARLING 47
DARLING 49
DARLING 50
DARLING 51
DARLING 52
DARLING 65
LADY 11
LADY 13
LADY 31
LADY 38
LADY 39
LADY 50
LADY 88
LADY 89
MISAO
MOMOCHI
MY DEAR 54
MY DEAR 55
MY DEAR 56
ROMANCE 196
ROMANCE 197
ROMANCE 223
ROMANCE 224
ROMANCE 226
ROMANCE 228
ROMANCE 229
ROMANCE 230
ROMANCE 241
ROMANCE 242
ROMANCE 243
ROMANCE 244
ROMANCE 245
ROMANCE 246
ROMANCE 247
ROMANCE 249
ROMANCE 250
SASAKI
SAYO
SPECIAL ROMANCE 17
SPECIAL ROMANCE 18

ขายการ์ตูน pdf ออนไลน์ รวมการ์ตูนโรแมนติก 40 เล่ม
ราคา 400 บาท อ่านกันยาวๆจุใจ

ติดต่อ อีเมล richyamazon@gmail.com
ไลน์ ไอดี fattycatty



Re: อ่านการ์ตูนออนไลน์
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: ธันวาคม 11, 2019, 11:38:28 PM »
TOP 10 SCARY JAPANESE URBAN LEGENDS

10. Teke-Teke


This is the Urban Legend about a girl who fell under a train and was cut in half. She became a vengeful spirit that moves using her hands and elbows, dragging herself while making the sound -Tek-Tek- … if you hear that noise, youre supposed to run. Those who are caught by the Tek Tek will recieve a fate like her - shes said to slash her victims in half so that they look like her, and possibly become wandering vengeful spirits as she is.

9. Slit Mouthed Woman


You may recognise this one from a number of Japanese movies and TV shows. The traditional name for this being is Kuchi-sake-onna and dates back over 300 years ago. She is a woman who was brutally mutilated by her husband after he found she was having an affair with another Samurai. This left her in death as a restless spirit. She is said to cover her mouth with a cloth mask, a fan or a scarf. If you approach her, shell ask you if you think shes pretty. If you answer yes, she will remove the mask and when the victim screams they will be slashed from ear to ear until they look like her. Even if you say no, shes said to follow you home and brutally murder you that night.

8. Daruma-san


This urban legend is more of an old game passed down through the years. You shower in a bath, turn off the lights and chant -Daruma-san fell down- while you wash your hair … its said that you will see a woman in your mind. She is Daruma-San. Shell be standing up in a bath. Youll see her slip and fall onto an old rusty tap. It goes straight through her eye and kills her. Then, you will feel her ghostly presence behind you. If you turn around - there she is. Black tangled hair, rotting clothes, one eye is bloodshot and the other is just a bloody, hollow eye socket. The game continues even further than that if you dare, but I think thats enough for you to understand this creepy urban legend.

7. Girl From The Gap


This Japanese story comes from peoples natural fear of what lies lurking in the cracks of a home. Do you ever see something move past the hinge of a door? Is that someone looking out from inside your wardrobe? Have you ever pictured a hand reaching out from between your bed and the floor? Well it could be the girl from the gap - a spirit that lives both physically and metaphorically -between worlds-. Its said that if you ever see her, she will ask if you want to play hide and seek. At that point the game is on. When you her between a gap again, shell drag you to an other worldly hell.

6. The Red Room


This is a very modern Japanese urban legend about a pop up ad thats red with black test. In a childs voice, it simply repeats the phrase -Do you like?-. A boy who got the popup tried to close it but it kept reappearing. Then, it changed to -Do you like red?- … he keeps trying to close it but it grows large and changes again to say -Do you like the red room?- … then, the site changes. All red and black. It has a list of names on it - his friends is at the bottom. And hand reaches out towards the boys neck from a video. tHE Ending gets even more twisted but guess what, its based on a real website. Its still out there. If you can find it, youll know the gruesome legend of the red room and if the horrible ending comes true for you.

5. The Human Pillars


This legend dates back to ancient times in Japan where its known as Hito-bashira. Back then, there was a belief that a human sacrifice sealed inside a structure would make a foundation more stable. This means that many old Japanese buildings are said to contain the spirits of the people who were sacrificed during their construction. One famous example is Matsue Castle where a woman was sealed inside the foundations during its construction. Now her spirit is said to haunt the castle and whenever a woman dances there, the castle shakes violently. Many building owners in Japan are open about their building being a Human Pillar.

4. The Snake Woman


This one comes from the old Japanese folklore pf Nure-onna which translates to wet woman. She is often described as having the head of a woman and the body of a snake - with long claws, snake eyes and jet black hair.  She carries with her a childlike bundle to lure in her victims. If a person tries to pick up the baby, they find its not a child at all. The bundle then becomes very heavy and stops the victim from fleeing. The snake woman then uses her long tongue to suck all of the blood from the victims body until they die.

3. Onibaba


She is a demon women that often appears in Japanese folk folklore. She will often appear as an old woman asking for help but if you get to close, she will slice you open with a knife and eat you. She is said to be the tormented spirit of a woman who accidently killed her pregnant daughter and unborn grandchild in an effort to find a cure for her friends child being sick. She was told to bring them the liver of an unborn child but when she finally killed her victims, she found they were her own family.

2. The Dream School


This one is extra creepy because apparently if you don't forget it within a week - it will happen to you. Lets see if this is true. One night, a boy had a dream about a school. The hallways looped forever, bringing him back to the start. Staircases led back to the first floor. As he got scared, he heard footsteps behind him. He ran until he found an emergency exit with a glass box and a key next to it. The glass had been smashed and there was a note saying it could be found in room 108. When he found that room, it was empty - no students - but there were backpacks hanging off every chair. There was a pounding on the door. He opened it, terrified, to find the hallways covered with dead children. Its said that he never woke up from his dream and if you don't forget the story in one week, youll meet the same fate. Don't worry though guys

1. Onryo


This is a traditional Japanese ghost belief about a vengeful spirt that can and will physically hurt the living. Its a very scary concept if youre only familiar with the western idea of ghosts which don't really take solid forms and so cant hurt humans with physical contact. Thats not true for an Onryo. They are vengeful and full of hate, stopping at nothing to enact the suffering they received when they were alive. For any of you guys who have seen The Grudge, this spirit is the influence for that creepy girl in that movie.






TOP 10 SCARY AMERICAN URBAN LEGENDS
TOP 10 SCARY MEXICAN URBAN LEGENDS
TOP 10 SCARY CANADIAN URBAN LEGENDS
TOP 10 SCARY IRISH URBAN LEGENDS
TOP 10 SCARY JACK THE RIPPER URBAN LEGENDS
TOP 10 SCARY BRITISH URBAN LEGENDS PART 2
TOP 10 SCARY HOSPITOL URBAN LEGENDS
TOP 10 SCARY BLOODY MARY URBAN LEGENDS
TOP 10 SCARY INDIAN URBAN LEGENDS
TOP 10 SCARY DISNEY URBAN LEGENDS
TOP 10 SCARY SWEDISH URBAN LEGENDS
TOP 10 SCARY CEMETERY URBAN LEGENDS
TOP 10 SCARY AMERICAN URBAN LEGENDS PART 2
TOP 10 SCARY MCDONALD'S URBAN LEGENDS
TOP 10 SCARY FRENCH URBAN LEGENDS
TOP 10 SCARY CHINESE URBAN LEGENDS PART 2
10 CREEPY URBAN LEGENDS FROM AROUND THE WORLD
5 CREEPIEST URBAN LEGENDS

Re: อ่านการ์ตูนออนไลน์
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: ธันวาคม 11, 2019, 11:40:13 PM »
5 MYSTERIOUS PEOPLE WHO HAVE FINALLY BEEN IDENTIFIED

1. David Lytton
On December 11, 2015, this unidentified man was filmed by CCTV leaving the Manchester Piccadilly railway station in England. A day later, his body was discovered near the "Indian's Head" rock feature overlooking a remote reservoir in Saddleworth Moor. The man had no identification, and other than his train tickets, he was carrying nothing besides an empty vial of Strychnine.

It was believed that he swallowed the poison to commit suicide and likely had some tie to the location where he was found. When reports of the mysterious man’s death were made public, many speculated that he was involved in a 1949 plane crash......in which a British European Airways Douglas DC-3 impacted Indian’s Head in a fog, killing 24 and leaving 8 survivors. That potential lead, however, turned up no clues, and other attempts to link him to missing persons and suspected spies failed.
The case went cold for a year until police focused on Urdu writing found on the vial and a metal plate in the man’s leg. Both items likely came from Pakistan, and the investigation turned to combing through flights that had arrived from the country. By comparing passport photos to the deceased man, police were finally able to identify him as David Lytton in early 2017.

Lytton, formerly known as David Lautenberg, was a 67-year-old man from London who had been retired in Pakistan for 10 years. Despite his identification, the reasons for which Lytton traveled to Saddleworth Moor to end his life remain a mystery.

2. Benjaman Kyle
Early on August 31, 2004, employees at a Richmond Hill, Georgia, Burger King found an unconscious man behind the dumpster. He was naked and sunburned and depressions in his skull appeared to indicate that he had suffered severe blunt force trauma. The man possessed no photo identity documents, and police recorded his name at the hospital as “Burger King Doe.”

When he finally woke up two weeks later, he had no memory of his past, other than that he believed his first name was “Benjaman.” Further adding to the mystery, the man had been suffering from advanced cataracts that rendered him partially blind......and following surgery to restore his eyesight, he realized that he was nearly 20 years older than he previously thought. Listed as the only missing person the FBI knew where to find, Benjaman took the surname Kyle and referred to himself as BK.

Despite appearing on TV, featuring in a documentary, and taking part in a Reddit AMA, he remained unidentified for a decade. It wouldn’t be until 2015 that a genetic detective would discover that BK’s real name was William Burgess Powell......a man born in Indiana who disappeared from his family in 1976 after abandoning his car and leaving all of his belongings behind. A paper-trail of odd jobs traced Powell to Boulder and Denver, Colorado, but records of his existence dry up after 1983. It is still not known what Powell was doing in the years before he was found or how he later ended up behind the Burger King...

3. Lori Ruff
On December 24, 2010, the body of Lori Erica Ruff was found in her car parked in the driveway of the Ruff family’s Texas home. She had died from a self-inflicted gunshot wound and left behind a note for her husband and a sealed letter for her daughter. The Ruff family had always had reservations about Lori, who behaved erratically and refused to speak about her history. That her suicide note contained only "ramblings from a clearly disturbed person" did little to assuage their doubts.

After her funeral, the Ruffs found a box hidden in her closet that suggested “Lori” had been living under a stolen identity......basing her life on the birth certificate of a 2-year-old girl killed in a Washington state house fire in 1988. It is believed that Lori moved to Idaho and used the document to legally change her name and start her mysterious new life.

Scribblings in the box included "North Hollywood police", "402 months", and "Ben Perkins," but offered no clue to her past. Lori’s story generated intense public speculation that she was running away from a crime or had escaped a religious cult. Her true origins remained a mystery until 2016, when she was identified using forensic DNA genealogy as Kimberly McLean. McLean ran away from home in 1986 when she was 18 to escape a turbulent family, but it is unclear why she needed a new identity. Where she was and what she was doing between her disappearance and arrival in Texas in 1988 remain almost entirely unknown...

4. Pual Fronczak
On April 27, 1964, one-day-old Paul Fronczak was stolen from his parents and snuck out of a Chicago hospital by an unknown woman. His whereabouts were a mystery until the shock discovery of a toddler of a similar appearance a year later in New Jersey. Although the identity of the abandoned child could not be established scientifically, the Fronczaks were convinced he was Paul.
The FBI returned the child to the family, and he was raised as their own until he failed to resemble the Fronczaks as he grew. It eventually became apparent to the Fronczaks that “Paul” was an entirely different and unidentified child......a suspicion that was eventually confirmed by DNA testing in 2012, opening a second and entirely new mystery.

It took several years for Paul to finally be identified as Jack, a child who had vanished along with his twin sister Jill. Jack’s biological parents had since died, leaving them unable to shed any light on his early history or why he was abandoned. Even stranger, it is still not known why Jack was left alone in his stroller while no trace of Jill was ever found. As for the real Paul Fronczak, his FBI case has since been reopened and he is once again a missing person...

5. Bella
On April 18, 1943, four local boys in Hagley Wood, England discovered an unusual wych elm tree with a hollow trunk......and after climbing the tree to peer down into the void, they spotted what appeared to be a human skull with hair. The boys reported the gruesome find to police, who uncovered a complete skeleton stuffed inside of the tree. It was determined that the victim was female, and not far away were also the remains of a hand and a gold wedding ring.

Investigators believed she died from suffocation and had been dead for at least 18 months, but were unable to identify her. With WWII raging, the number of missing people reported to police was overwhelming, and no one came the claim the body. A year later, this unsettling graffiti appeared on the Hagley Obelisk near to the tree where the woman was discovered......asking the eerie question, “Who put Bella in the Witch Elm?” despite the victim never being publicly called that name.

The location of her body is presently unknown and the autopsy from the investigation has long since vanished......making the identity of the mysterious woman a subject of intense intrigue amid rumor of witchcraft and ritual sacrifice. The real story of her death, however, may be even more fascinating and tied to a secret Nazi spy mission during WWII......after declassified British intelligence linked a German singer and movie actress, Clara Bauerle, to a captured Nazi agent. The agent’s file contained a photo of Beurle, who allegedly parachuted into England under the codename Clarabella. It is now thought that she may have been captured, killed, and hidden in a cover-up to prevent a local wartime panic...

Source: Dark5 Youtube Channel

Re: อ่านการ์ตูนออนไลน์
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: ธันวาคม 11, 2019, 11:41:16 PM »
10 สมุนไพรรักษาโรคไต
สมุนไพรที่ช่วยรักษาโรคไตช่วยฟอกเลือดมีอะไรบ้างมาดูกัน สมุนไพรรักษาโรคไตคงไม่ใช่เรื่องยากอีกแล้วที่คุณจะสามารถแบ่งเบาภาระในการทำงานของไตรวมไปถึงการฟอกเลือดด้วยตัวคุณเองก็สามารถทำได้ไม่ยากเลยเพื่อให้ไตของคุณอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงตลอดเวลา สมุนไพรที่แนะนำทั้ง 10 ชนิดนี้ส่วนหนึ่งได้มาจากหนังสือสุดยอดอาหารและสมุนไพรป้องกันไตเสื่อมที่ควรจะมีเอาไว้ติดบ้านเรือนเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมากจนถึงผู้ที่ต้องการบำรุงร่างกายและอยากจะป้องกันโรคไตให้กับตน

สมุนไพรรักษาโรคไต
1. กระวาน
กระวานช่วยรักษาโรคไต ช่วยในการกระจายเลือดแพทย์แผนไทยจะใช้กระวานเป็นยาช่วยในการขับลม ช่วยกระจายเลือดและช่วยขับพิษเสียออกจากกระแสเลือดได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะสามารถนำทุกส่วนของกระวานมาทำการต้มรวมกัน เพราะแต่ละส่วนของกระวานจะมีทั้งข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกันไปโดยที่กันนำทุกส่วนมาต้มนั้นจะช่วยเสริมข้อด้อยและข้อดีในส่วนที่ขาดให้แก่กันนั่นเองหลังจากที่นำกระวานมาต้มรวมกันจนได้ที่แล้วก็สามารถนำน้ำกระวานที่ต้มเสร็จมาดื่มคล้ายๆกับการดื่มชาทั่วไป โดยหากดื่มเป็นประจำจะช่วยบำรุงไตในทางอ้อมเพราะจะสามารถช่วยลดปริมาณของเสียในเลือดได้ดี เป็นผลดีที่ทำให้ไตไม่ต้องทำงานหนักมาก ถ้าไม่มีผลแห้งก็ใช้แก่นของต้นกระวานหรือใบแก่ที่ตากแห้งแล้วแทนผลแห้งได้ตัวยาจะเข้มข้นมากเท่ากับผลแห้งควรจะดื่มวันเว้นวันหรือน้อยกว่านั้น

2. สมุนไพรล้างไต เห็ดหลินจือ
สมุนไพรล้างไต เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าเห็ดหลินจือ มีคุณค่าสูงมากในทางสมุนไพรทั้งในศาสตร์แพทย์แผนจีนและแผนไทยในคัมภีร์โบราณ เซนหลุง  และคัมภีร์ เสินหนงเปินเฉา ที่เป็นตำราอันเก่าแก่ที่สุดของแพทย์แผนจีน ได้เขียนไว้ว่า เห็ดหลินจือเป็นเทพเจ้าแห่งชีวิต และได้ยกย่องให้เห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรที่ดีที่สุดนั่นเอง เป็นที่คาดหวังกันไว้ว่า เห็ดหลินจือจะสามารถบรรเทา หรือรักษาโรคไตเรื้อรังได้ โดยที่อาจารย์คณะแพทย์ศาสตร์จุฬา ได้นำสรรพคุณของเห็ดหลินจือมาทดลองรักษาผู้ป่วยโรคไต ปรากฏว่าช่วยลดปริมาณไข่ขาวในปัสสาวะได้ และยังสามารถช่วยชะลออาการไตเสื่อมได้ดียิ่งปัญหาของผู้ป่วยโรคไตคือจะมีสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบที่อยู่ในเลือดสูงในขณะที่สารต้านการอักเสบจะลดต่ำลง จากการศึกษาดังกล่าวพบว่าเห็ดหลินจือช่วยลดอาการอักเสบของเนื้อเยื่อในร่างกายได้เป็นอย่างดี ในตำราแพทย์แผนไทยเองก็ได้มีการนำเห็ดหลินจือมาใช้เป็นยา ในการช่วยขับปัสสาวะมานานมากแล้ว โดยจะนำเห็ดหลินจือมาใช้ต้มกับน้ำสะอาด ทำเป็นยาหม้อไว้ดื่ม เพื่อช่วยล้างพิษที่ตกค้างอยู่ในไตออกและยังช่วยในการขับปัสสาวะใช้เป็นยาบำรุงไตขนานเอกเลยทีเดียว

3. สมุนไพรบำรุงไต กระเจี๊ยบแดง
สมุนไพรบำรุงไตกระเจี๊ยบแดงที่นำมาใช้เป็นสมุนไพรฟอกเลือดบำรุงไตโดยเน้นไปที่ดอกสีแดงสดดอกกระเจี๊ยบแดงสามารถหาซื้อได้ไม่ยากราคาก็ไม่แพง กระเจี๊ยบแดงมีสรรพคุณทางสมุนไพรสูงมาก นำดอกกระเจี๊ยบแห้งชงกับน้ำร้อนดื่มจะช่วยแก้กระหายได้อย่างดีมีการนิยมนำกระเจี๊ยบแดงใช้เป็นยาบำรุงร่างกายช่วยขับปัสสาวะบำรุงเลือดแก้โรคนิ่วในไตแก้นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ละลายไขมันในเส้นเลือดช่วยขับเสมหะและขับเมือกในลำไส้ให้ลงสู่ทวารหนัก

4. สมุนไพรงาขาว
นำงาขาวมาบดต้มกับน้ำใช้ดื่มเป็นยาบำรุงร่างกาย โดยมีวิธีการทำง่ายๆโดยใช้ ขิงแก่และหน้าขาว 1 หยิบมือ นำมาบดในครกโดยให้งาขาวแตกละเอียดนำส่วนผสมมาต้มกับน้ำสะอาดประมาณ 300 ซีซี หรือละลายกับน้ำร้อนประมาณ 250 ซีซี ใช้ดื่มเพื่อช่วยบำรุงร่างกายช่วยในการขับเลือดลมช่วยขยายหลอดเลือด อันจะทำให้เลือดลมเดินทางสะดวกมากขึ้น ทั้งยังช่วยลดปริมาณไขมันในเส้นเลือดลดการดูดซึมน้ำตาลได้ดีช่วยขับไอเย็นออกจากร่างกาย เป็นผลทำให้อวัยวะต่างๆสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพทีเดียว ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคไตควรจะดื่มน้ำงาขาวบ่อยๆจะช่วยลดภาระการกำจัดของเสีย ส่วนขิงจะดูแลการทำงานของไตได้มาก เพราะจะช่วยในการขับเลือดเสีย ตลอดจนขับพิษที่อยู่ในเลือด อันจะเป็นการทำความสะอาดเลือดได้ในเบื้องต้น ช่วยให้ไตทำงานน้อยลง หมายถึงไตของผู้ป่วยก็จะสามารถชะลอการเสื่อมได้เป็นอย่างดียิ่ง

5. สมุนไพรรักษาโรคไต ใบบัวบก
จากการศึกษาค้นคว้าพบว่าสมุนไพรใบบัวบกนั้นมีประโยชน์มากส่งผลโดยตรงสำหรับผู้ป่วยโรคไตเพราะในใบบัวบกนั้นพบว่ามีสารสำคัญหลายอย่างที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบโลหิตโดยตรงอาทิเช่น ไตรเตอพีนอยด์ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้าง Collagen และยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของผนังหลอดเลือดอีกด้วย ช่วยให้ผนังหลอดเลือดมีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้น และยังสามารถช่วยลดความดันโลหิต มีฤทธิ์ช่วยป้องกันไม่ให้เส้นเลือดฝอยแตกได้อย่างดีเยี่ยม ดังนั้นน้ำใบบัวบกจึงมีสรรพคุณในการช่วยชะลอการเสื่อมของไต ผู้ที่ดื่มน้ำใบบัวบกนั้นนอกจากจะไม่เครียดแล้วยังสามารถช่วยในการขยายหลอดเลือด ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนออกซิเจนในเส้นเลือดฝอยเกิดเพิ่มมากขึ้น ช่วยให้ร่างกายจับออกซิเจนอิสระได้เพิ่มมากขึ้น ช่วยให้เลือดสะอาดมากขึ้นเป็นการฟอกเลือดไปด้วยในตัว

6. สมุนไพรบำรุงไต กระชาย
ให้นำเหง้าของกระชายมาปั่นกับน้ำสะอาด ปั่นให้ละเอียดแล้วนำน้ำๆที่ได้มาดื่ม จะช่วยสามารถทำให้เลือดไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น มีฤทธิ์ช่วยฟื้นฟูต่อมไร้ท่อต่างๆ เช่นต่อมหมวกไตเป็นต้น และยังมีสรรพคุณช่วยในการปรับระดับความดันโลหิต ช่วยบำรุงไตได้เป็นอย่างดี

7. ลูกหม่อนหรือลูกมัลเบอรี่
ลูกหม่อนหรือลูกมัลเบอรี่ มีวิตามินซีสูง และมีไบโอฟลาโวนอยด์สูง ที่ช่วยแก้การอักเสบของเนื้อไตได้ดีมาก

8. สมุนไพรรักษาไต ขิง
อย่างที่ทราบกันอีกว่า ขิงเป็นสมุนไพรที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย สรรพคุณของขิงช่วยในการกำจัดพิษไข้ ใช้ดื่มเพื่อบำรุงกษัย โดยที่น้ำขิงร้อนๆจะช่วยเป็นยากระจายเลือด ขับเลือดเสียได้เป็นอย่างดีวิธีใช้ก็แสนจะง่ายไม่ยุ่งยากวุ่นวาย ขิงที่มีสรรพคุณทางยามากๆจะต้องเป็นหินที่มีอายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ยิ่งขิงที่มีกลิ่นฉุนและรสเผ็ดร้อนมากเท่าไรก็ยิ่งแสดงว่าเป็นขิงที่แก่จัดขิงยิ่งแก่มากเท่าไหร่ก็มีตัวยาสูงตลอดจนสรรพคุณด้านสมุนไพรก็จะมีเพิ่มขึ้น เป็นเท่าตัวทีเดียวส่วนของขิงที่จะแนะนำให้มีติดเอาไว้ในบ้านเรือนคือส่วนที่เป็นเหง้านั่นเอง สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตควรให้ดื่มน้ำแข็งบ่อยๆจะยิ่งดีจะเป็นการดื่มเพื่อช่วยในการบำรุงไตได้ดีเพราะสามารถทำให้ลดการอักเสบภายในได้และยังเป็นยาขับปัสสาวะอ่อนๆช่วยขับปัสสาวะที่ยังคั่งค้างอยู่ภายในมีฤทธิ์สลายนิ่วและสิ่งอุดตันช่วยลดไขมันในหลอดเลือดช่วยกำจัดพิษที่ตกค้างอยู่ได้ด้วยเช่นกัน

9. สมุนไพรช่วยบำรุงไต เก๋ากี้
เก๋ากี้ถูกนำไปใช้เข้าตัวยาหลักหลายชนิด หลายขนานด้วยกันโดยในการใช้หลักหลักจะเป็นยาขับพิษ ขับเลือด ขับปัสสาวะ ช่วยบำรุงอวัยวะภายใน เก๋ากี้จัดเป็นยาบำรุงชั้นดี รวมไปถึงใช้เป็นยาบำรุงสายตาอีกด้วยช่วยรักษาโรคตาฟางหรือโรคต้อชนิดต่างๆได้เพิ่มการมองเห็นให้ดียิ่งขึ้น ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง หากดื่มน้ำเก๋ากี้บ่อยๆ จะช่วยสามารถลดความดันโลหิตได้ ทำให้หัวใจแข็งแรง ชาเก๋ากี้ ช่วยลดภาระให้แก่ไต ไม่ว่าจะเป็นการลดไขมันในกระแสเลือด ช่วยลดการดูดซึมน้ำตาล ช่วยขับปัสสาวะ และที่สำคัญจะช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้เป็นอย่างดี

10. รักษาไตด้วยสมุนไพร หญ้าหนวดแมว
 วิธีการคือให้นำหญ้าหนวดแมวมาตากแห้ง แล้วเก็บไว้ชงกับน้ำสะอาดดื่ม จะช่วยทำให้ไตทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้นช่วยในการขับปัสสาวะ และยังสามารถป้องกันโรคนิ่วได้อีกด้วย แต่ในคนที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ ควรจะต้องระมัดระวังในการใช้หญ้าหนวดแมว เพราะอาจมีผลทำให้ใจสั่นได้

เราจะเห็นได้ว่าสมุนไพรทั้ง 10 ชนิดเหล่านี้ จะไม่ได้ใช้รักษาโรคไตเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังช่วยรักษาโรคอันที่จะไปทำลายไตให้เสื่อมเร็วขึ้นได้ อย่างเช่น โรคไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูงระบบไหลเวียนของโลหิตไม่ดี น้ำตาลในกระแสเลือดสูง ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นผลทำให้ผู้ป่วยโรคไตมีอาการทรุดลงได้ หรือแม้แต่ผู้ที่ยังไม่ได้ป่วยเป็นโรคไตเลยแต่ถ้ามีอาการของโรคเหล่านี้ก็จะนำไปสู่การเป็นโรคไตได้เช่นกันอย่างไรก็ตามควรมีการศึกษาข้อมูลของสมุนไพรอย่างละเอียดถ้วนถี่ เพื่อที่จะได้รับประโยชน์จากสมุนไพรอย่างแท้จริง และจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายเราเองด้วย

แหล่งรวมบทความจัดอันดับ สารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  จัดอันดับ

ศพล่อเสือสมิง
การทรมานสุดโหดในประวัติศาสตร์
มนุษย์กินคนในตำนาน
อาหารแปลกจากทั่วโลก
สุดยอดเรื่องเล่าสยองขวัญเดอะช็อค
จัดอันดับ
เรื่องเล่าสยองขวัญ
ประวัติศาสตร์
เมนูอาหาร
สุขภาพ

 

รับติดแบนเนอร์เว็บบอล, รับทำseoเว็บบอล